10 งานศิลปะ “จูบ” ที่งดงามและโด่งดังที่สุดตั้งแต่ยุคเก่าถึงยุคใหม่

“จูบ” เป็นสัญลักษณ์ของความความรัก ความหลงใหล และความใกล้ชิดสนิทสนม โดยเฉพาะจูบระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวยังสื่อถึงความโรแมนติกที่ทำให้รู้สึกเสียวซ่านหัวใจ ตลอดทุกช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ศิลปะ ศิลปินจึงไม่พลาดที่จะใช้จินตนาการของพวกเขาเนรมิตให้ “จูบ” เป็นศิลปะที่งดงาม และมีผลงานหลายชิ้นที่กลายเป็นผลงานชิ้นเอกที่ได้รับการยกย่องชื่นชมอย่างสูง แต่มุมมองและการนำเสนอในหัวข้อเดียวกันนี้ของศิลปินในแต่ละยุคมีความแตกต่างกันมาก หากนำงานศิลปะเกี่ยวกับจูบที่มีชื่อเสียงของแต่ละยุคมาพิจารณาเปรียบเทียบกัน เราจะได้เห็นถึงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของงานศิลปะในช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี และต่อไปนี้คือ 10 งานศิลปะ “จูบ” ที่งดงามและโด่งดังที่สุดตั้งแต่ยุคเก่าถึงยุคใหม่

 
1. Hercules and Omphale, François Boucher (1735)

 

ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงยุคเรอเนสซองส์เมื่อราวห้าร้อยปีก่อนงานศิลปะที่แสดงการจูบของหนุ่มสาวแทบจะมิได้มีปรากฏสู่สายตาสาธารณะดุจดั่งเป็นเรื่องต้องห้าม แต่พอมาถึงยุคบาโรกที่งานศิลปะมุ่งเสนอเรื่องราวที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก จึงปรากฏชิ้นงานศิลปะที่ชูการจูบระหว่างชายหญิงเป็นจุดเด่นออกมามากขึ้น ภาพเขียน Hercules and Omphale จากฝีมือของจิตรกรชาวฝรั่งเศส François Boucher แสดงฉากวาบหวิวยั่วยวนจากตำนานเทพเจ้ากรีกคล้ายจงใจจะบ่งบอกว่าไฉน Hercules ผู้แข็งแกร่งจึงยอมตกเป็นทาสของ Omphale ผู้งดงาม ภาพเขียนชิ้นนี้นับเป็นผลงานที่โดดเด่นของหัวข้อนี้ในยุคนั้นได้เลย

 
2. The Stolen Kiss, Jean-Honoré Fragonard (1780)

 

The Stolen Kiss เป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้าใบผลงานของ Jean-Honoré Fragonard จิตรกรชาวฝรั่งเศสในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ภาพนี้บรรยายถึงความรักที่ซ่อนเร้นของหนุ่มสาวอันเป็นฉากที่ได้รับความนิยมในหมู่ขุนนางฝรั่งเศสในยุคนั้น ภาพเขียนแสดงให้เห็นหญิงสาวในชุดผ้าไหมสีครีมที่ดูเหมือนจะออกจากกลุ่มเพื่อนเพื่อแอบมาพบกับคนรักอย่างลับๆ นอกจากบรรยากาศที่โรแมนติกเร้าอารมณ์จากการขโมยจูบอันเป็นโมเมนต์ที่น่าประทับใจของหนุ่มสาวแล้ว องค์ประกอบสำคัญของภาพนี้ยังอยู่ที่รายละเอียดที่งดงามหรูหราของชุดผ้าไหม พื้นพรม และผ้าคลุมไหล่บนเก้าอี้ที่ศิลปินเขียนได้อย่างวิจิตรยิ่ง

 
3. Psyche Revived by Cupid’s Kiss, Antonio Canova (1793)

 

รูปแกะสลักหินอ่อน Psyche Revived by Cupid’s Kiss เป็นผลงานชิ้นเอกของ Antonio Canova ประติมากรผู้ยิ่งใหญ่ในยุคนีโอคลาสสิกชาวอิตาลี Canova แกะสลักหินอ่อนถ่ายทอดโมเมนต์แสนโรแมนติกที่คิวปิดกำลังประคองกอดไซคีที่เพิ่งฟื้นจากหลับใหลด้วยจุมพิตของเขาอย่างอ่อนโยน และเต็มไปด้วยความรักออกมาได้งดงามมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง ผลงานนี้ไม่เพียงได้รับการยกย่องเป็นประติมากรรมชิ้นเอกแห่งยุคนีโอคลาสสิก ยังถือเป็นต้นแบบของพัฒนาการแห่งศิลปะแบบโรแมนติกอีกด้วย รวมทั้งมีส่วนสำคัญทำให้เจ้าของผลงานกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของยุโรปตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1800

 
4. The Kiss, Francesco Hayez, (1859)

 

ภาพเขียน The Kiss ของ Francesco Hayez จิตรกรชั้นนำชาวอิตาลีในช่วงปลายยุคนีโอคลาสสิกแสดงหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังกอดและจูบกันอยู่ในห้องๆหนึ่ง หญิงสาวเอนกายไปด้านหลังขณะที่ชายหนุ่มงอขาซ้ายเพื่อประคองตัวเธอพร้อมกันวางเท้าบนบันไดเหมือนจะสื่อว่าคู่รักหนุ่มสาวกำลังจูบลาครั้งสุดท้ายเนื่องจากฝ่ายชายกำลังจะไปปฏิบัติภารกิจสำคัญ ด้านซ้ายมือของภาพมีเงาคนซ่อนตรงมุมห้องเพิ่มความลึกลับและอันตราย Hayez เขียนภาพหนุ่มสาวและเครื่องแต่งกายของทั้งคู่ได้งดงามมาก ประกอบกับการให้สีพื้นและผนังห้องพร้อมกับการให้แสงเงาที่พอเหมาะช่วยขับเน้นภาพคู่รักตรงกลางให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ภาพ The Kiss ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพการจูบที่เร่าร้อนและดูดดื่มลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก

 
5. The Kiss, Auguste Rodin (1889)

 


Auguste Rodin เป็นประติมากรชาวฝรั่งเศสผู้มีผลงานโดดเด่นที่สุดในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ได้รับการยกย่องเป็นต้นแบบของงานประติมากรรมสมัยใหม่ หนึ่งในผลงานอันยอดเยี่ยมของเขาเป็นงานศิลปะที่แสดงความรักโรแมนติกที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งในศิลปะตะวันตกคือประติมากรรม The Kiss ชายและหญิงที่จูบกันอย่างดูดดื่มในอ้อมแขนของกันและกันซึ่งแกะสลักจากหินอ่อนชิ้นเดียวเป็นตัวแทนของตัวละครจากวรรณกรรมเรื่อง Divine Comedy ของกวีชาวอิตาลี Dante Alighieri ภาคแรกที่ชื่อ Inferno ฝ่ายหญิงชื่อ Francesca ตกหลุมรักกับ Paolo น้องชายของสามี ทั้งคู่แอบมาพลอดรักกันก่อนที่จะถูกพบและถูกฆ่าตายโดยสามีของเธอ

 
6. In Bed: The Kiss, Henri de Toulouse-Lautrec (1892)

 

ภาพ In Bed: The Kiss ถูกเขียนในสไตล์ลัทธิประทับใจยุคหลังโดยฝีมือของจิตรกรชาวฝรั่งเศส Henri de Toulouse-Lautrec ในภาพแสดงผู้หญิงสองคนกำลังนอนกอดจูบกันอย่างลุ่มหลงอยู่บนเตียงซึ่งถือเป็นเรื่องสุดขั้วของผู้คนในยุคนั้น ภาพเขียนเย้ายวนนี้ใช้เฉดสีแดงและเหลืองที่เร่าร้อนตัดกับสีเทา สีเขียว และสีน้ำเงินที่อ่อนโยนตามแบบฉบับของลัทธิประทับใจยุคหลัง Toulouse-Lautrec ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะจิตรกรผู้บันทึกชีวิตกลางคืนในปารีสได้เขียนภาพในหัวข้อนี้ไว้หลายภาพชิ้น เดิมทีผลงานของเขาชิ้นนี้แขวนอยู่ในซ่องโสเภณีในกรุงปารีส แต่ตอนนี้อยู่ในความครอบครองของนักสะสมงานศิลปะ

 
7. The Kiss, Gustav Klimt (1908)

 

The Kiss เป็นผลงานชิ้นเอกของ Gustav Klimt ที่แสดงตัวตนและฝีมือทางศิลปะของเขาออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ภาพแสดงชายหนุ่มกับหญิงสาวโอบกอดกันแนบชิดและจูบกันอย่างดูดดื่มวาบหวามจนแทบหลอมละลายกลายเป็นคนเดียวกันท่ามกลางสีทองหลากหลายที่ตกแต่งอย่างวิจิตรและเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ร่างกายของหญิงสาวดูเหมือนถูกกลืนเข้าไปอยู่ในเสื้อคลุมสีทองที่ตกแต่งลวดลายอย่างสวยงามแบบอาร์ตนูโวของฝ่ายชายจนแทบแยกไม่ออกหากไม่ได้เห็นเท้าเปลือยของฝ่ายหญิงตรงริมทุ่งดอกไม้หลากสีสัน หนึ่งในสุดยอดภาพเขียนยุคศิลปะสมัยใหม่ชิ้นนี้ถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าของประเทศออสเตรียบ้านเกิดของศิลปิน

 
8. The Kiss, Constantin Brâncuși (1908)

 

ประติมากรรม The Kiss ของ Constantin Brâncuși ชิ้นนี้แสดงสัญลักษณ์ของการจูบกันของคู่รักสองคนในสไตล์ของลัทธิบาศกนิยมแบบกึ่งนามธรรม ความน่าสนใจและเสน่ห์ของงานชิ้นนี้อยู่ที่ความเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ศิลปินใช้เส้นเรขาคณิตที่เรียบง่ายและความสมดุลสร้างร่างชายและหญิงที่เชื่อมต่อรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเป็นสัญลักษณ์ของการหลอมรวมที่สมบูรณ์แบบ ผลงานนี้ถือเป็นประติมากรรมสมัยใหม่ชิ้นแรกของศตวรรษที่ 20 และเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดชิ้นหนึ่งของประติมากรคนดังชาวโรมาเนีย

 
9. The Lovers II, Rene Magritte (1928)

 

จุดสนใจหลักของภาพเขียน The Lovers II ของศิลปินลัทธิเหนือจริงชาวโรมาเนีย Rene Magritte อยู่ที่การมีผ้าคลุมศีรษะทั้งของชายและหญิงในภาพ ซึ่งจำกัดไม่ให้สัมผัสร่างกายกันได้อย่างแท้จริง สิ่งนี้ทำให้ภาพดูน่าสนใจและเต็มไปด้วยความลึกลับ ศิลปินอาจต้องการให้ผู้ชมนึกจินตนาการและตีความเอาเอง ผ้าคลุมศีรษะอาจสื่อความหมายว่าถึงแม้คู่รักจะสนิทสนมกันเพียงไร พวกเขาต่างก็เก็บงำความลับหรือซ่อนตัวจากอีกฝ่ายไว้ แม้ว่าจะไม่ได้จงใจปกปิดตัวตนที่แท้จริงของตน แต่มนุษย์มีความซับซ้อนอย่างไม่มีขอบเขต จึงอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักคนอื่นอย่างหมดเปลือก

 
10. Kiss II, Roy Lichtenstein (1964)

 

ศิลปินป๊อปอาร์ตชาวอเมริกัน Roy Lichtenstein ผู้โด่งดังจากภาพเขียนในสไตล์หนังสือการ์ตูน งานของเขาโดดเด่นด้วยสีสันที่สดใสและฉากอันน่าทึ่ง เขาสามารถสร้างสรรค์ภาพที่เหมือนเป็นภาพการ์ตูนธรรมดาให้กลายเป็นจิตรกรรมอันทรงคุณค่า (งานบางชิ้นของเขามีราคาถึง 165 ล้านดอลลาร์) ภาพเขียน Kiss II เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของเขาอีกชิ้นหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมด้วยสไตล์ภาพการ์ตูนป๊อปอาร์ตอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา พร้อมกับให้ผู้ชมถอดรหัสว่าการจูบในภาพนั้นเกิดจากการจากกันอย่างน่าเศร้าหรือการได้พบกันอย่างสุขสม

 

ข้อมูลและภาพจาก bbc, onarto, widewalls

Leave a Reply

Your email address will not be published.