10 สุดยอดประติมากรเอกผู้ยิ่งใหญ่ของโลกกับ 10 ผลงานชิ้นเอก

ประติมากรรมเป็นศิลปะสามมิติที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นตามจินตนาการของประติมากร ชิ้นงานประติมากรรมสร้างจากวัสดุหลากหลายชนิด เช่น หิน โลหะ ดินเหนียว และไม้ โดยอาจใช้เทคนิคที่ศิลปินแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นการแกะสลัก การปั้น หรือการหล่อ ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาตั้งแต่ยุคเรอเนสซองส์จนถึงยุคศิลปะสมัยใหม่ งานประติมากรรมมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดของศิลปินในแต่ละยุคสมัย ผลงานประติมากรรมชั้นยอดที่ได้รับการชื่นชมจากผู้คนย่อมต้องเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของประติมากรผู้เชี่ยวชาญที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

และต่อไปนี้คือ 10 สุดยอดประติมากรเอกผู้ยิ่งใหญ่ของโลกกับ 10 ผลงานชิ้นเอกของพวกเขา

1. ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo)Michelangelo-00

ไมเคิลแองเจโล เป็นทั้งจิตรกร ประติมากร และสถาปนิก เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรอเนสซองส์ทัดเทียมกับเลโอนาร์โด ดา วินชี เขาเกิดเมื่อปี 1475 ที่เมืองอาเรซโซ ประเทศอิตาลี แต่ไปเล่าเรียนและเติบโตที่เมืองฟลอเรนซ์ อายุ 15 ปีก็เริ่มมีผลงานด้านประติมากรรม ปี 1497 เดินทางไปทำงานที่กรุงโรม และเมื่ออายุ 24 ปี ไมเคิลแองเจโลได้สร้างงานประติมากรรมชิ้นสำคัญของโลกคือ Pietà

เขากลับมาที่ฟลอเรนซ์ในปี 1499 คราวนี้เขามีโอกาสทำงานชิ้นสำคัญที่ค้างเติ่งมาเกือบ 40 ปีคืองานแกะสลักรูปเดวิด (David) เขารับงานนี้ตอนอายุ 26 ปี ใช้เวลาราว 4 ปีจึงแล้วเสร็จและกลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ระหว่างเวลาช่วงนี้ไมเคิลแองเจโลยังได้สร้างผลงานอีกหลายชิ้น รวมทั้งภาพเขียน Doni Tondo และ Manchester Madonna

ปี 1505 ไมเคิลแองเจโลกลับมาที่โรมอีกครั้งเพื่อรับงานสร้างสุสานของพระสันตะปาปา Pope Julius II ซึ่งมีผลงานรูปแกะสลัก Moses และ Dying Slave รวมอยู่ด้วย และในระหว่างนี้เองเขาก็ได้สร้างผลงานสำคัญยิ่งใหญ่อีกชิ้นหนึ่งคือภาพเขียนบนเพดานโบสถ์น้อยซิสติน (Sistine Chapel Ceiling) บนพื้นที่กว่า 500 ตรม. ประกอบด้วยภาพกว่า 300 ภาพ และหนึ่งในนั้นเป็นภาพเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ The Creation of Adam

ไมเคิลแองเจโลกลับไปทำงานที่ฟลอเรนซ์อีก คราวนี้นานกว่า 20 ปีก่อนจะได้กลับมาที่โรม ปี 1534 เขาได้สร้างภาพเขียนชิ้นใหญ่บนผนังแท่นบูชาที่โบสถ์น้อยซิสตินคือภาพ The Last Judgement ที่ใช้เวลาทำถึง 8 ปี และในปี 1546 เขาได้รับงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายคือการออกแบบมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่มีโดมใหญ่เด่นสง่าเป็นสัญลักษณ์ เขาเสียชีวิตในปี 1564 ด้วยวัย 88 ปี ก่อนที่โดมจะสร้างเสร็จ

10 ผลงานชิ้นเอกของไมเคิลแองเจโล

Michelangelo-01David

 

Michelangelo-02

Pieta

Michelangelo-04

Dying Slave

Michelangelo-05

Creation of Adam

Michelangelo-06

The Last Judgement

Michelangelo-07

Doni Tondo

Michelangelo-09

The Battle of Cascina

Michelangelo-10

Basilica of Saint Peter

 

2. จีอัน โลเรนโซ แบร์นินี (Gian Lorenzo Bernini)gian-lorenzo-bernini-00

แบร์นินี เป็นประติมากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 17 และยังเป็นสถาปนิกผู้โดดเด่นอย่างยิ่งอีกด้วย เขาคือผู้สร้างและพัฒนางานประติมากรรมสไตล์บาโรก แบร์นินีเกิดเมื่อปี 1598 ที่เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี พ่อเป็นประติมากรมากฝีมือ เขาจึงเรียนศิลปะและงานแกะสลักหินอ่อนจากพ่อตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 8 ปีครอบครัวย้ายไปอยู่ที่กรุงโรมเนื่องจากพ่อได้รับงานชิ้นใหญ่ที่นั่น เขาจึงช่วยพ่อทำงานพร้อมกับฝึกฝนพัฒนาฝีมือและศึกษาผลงานของศิลปินยุคเรอเนสซองส์รวมทั้งงานของ Michelangelo ไปด้วย ด้วยวัยเพียง 20 ปีต้นๆเท่านั้นเขาก็สร้างผลงานยอดเยี่ยมออกมามากมาย ที่โดดเด่นเป็นพิเศษได้แก่รูปปั้นหินอ่อน Apollo and Daphne และ The Rape of Proserpina

ปี 1629 แบร์นินีได้รับการแต่งตั้งเป็นสถาปนิกของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ และเขาได้สร้างผลงานที่โดดเด่นในมหาวิหารนั่นคือ St. Peter’s Baldachin ซุ้มเหนือหลุมฝังศพเซนต์ปีเตอร์ทำด้วยสำริดออกแบบเป็นเสาเกลียว 4 เสาและหลังคาในสไตล์บาโรกสวยงามอย่างยิ่ง ผลงานด้านสถาปัตยกรรมของแบร์นินีก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน ที่โดดเด่นมากได้แก่งานสร้างจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ แบร์นินีได้ออกแบบแนวเสาระเบียงโค้ง St. Peter’s Colonnades เพิ่มความโอ่อ่าอลังการให้กับมหาวิหารอย่างมากจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ผลงานอีกอย่างหนึ่งที่สร้างชื่อให้กับเขาไม่น้อยคืองานออกแบบน้ำพุ เขาออกแบบสร้างน้ำพุในโรมไว้หลายแห่งซึ่งล้วนงดงามตระการตาโดยเฉพาะที่ Fountain of the Four Rivers

ปี 1665 แบร์นินีถูกเชิญตัวไปทำงานให้ราชสำนักฝรั่งเศสที่กรุงปารีส แต่ด้วยแนวคิดทางศิลปะที่แตกต่างกันมากเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จที่นั่น แต่ก็ยังทิ้งผลงานที่ยอดเยี่ยมไว้ชิ้นหนึ่งเป็นรูปปั้นครึ่งตัวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 Bust of Louis XIV แบร์นินีสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาตลอดการทำงานที่ยาวนานกว่า 60 ปีของเขา ช่วงบั้นปลายชีวิตเขาก็ยังมีผลงานประติมากรรมประดับหลุมฝังศพที่ยอดเยี่ยมได้แก่ Blessed Ludovica Albertoni และ Tomb of Pope Alexander แบร์นินีเสียชีวิตที่กรุงโรมในปี 1680 ในวัย 81 ปี ด้วยผลงานด้านประติมากรรมและสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเหนือใครเขาจึงถูกยกย่องเป็นไมเคิลแองเจโลแห่งศตวรรษที่ 17

10 ผลงานชิ้นเอกของจีอัน โลเรนโซ แบร์นินี

gian-lorenzo-bernini-01Apollo and Daphne

 

gian-lorenzo-bernini-02

Ecstasy of Saint Teresa

gian-lorenzo-bernini-03

The Rape of Proserpina

gian-lorenzo-bernini-04

David

gian-lorenzo-bernini-05

St. Peter’s Colonnade

gian-lorenzo-bernini-06

St. Peter’s Baldachin

gian-lorenzo-bernini-07

Tomb of Pope Alexander VII

gian-lorenzo-bernini-08

Fountain of the Four Rivers

gian-lorenzo-bernini-09

Blessed Ludovica Albertoni

gian-lorenzo-bernini-10

Bust of Louis XIV

 


8. โดนาเตลโล (Donatello)
donatello-00

โดนาเตลโล เป็นสุดยอดประติมากรแห่งยุคเรอเนสซองส์ผู้เชี่ยวชาญในงานประติมากรรมด้วยวัสดุเกือบทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหินอ่อนและสำริด เขาเกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อราวปี 1386 โดนาเตลโลเริ่มเรียนศิลปะกับช่างทองในท้องถิ่น แล้วไปฝึกงานกับช่างโลหะและประติมากรคนหนึ่งของเมืองฟลอเรนซ์ ได้รู้จักกับ Filippo Brunelleschi ที่ภายหลังเป็นสถาปนิกและวิศวกรผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของอิตาลี ราวปี 1404 – 1407 ทั้งสองคนร่วมกันไปขุดค้นซากปรักหักพังของกรุงโรมยุคโบราณเพื่อศึกษาศิลปะคลาสสิกจนถูกเรียกเป็นพวกนักล่าสมบัติ ความรู้และประสบการณ์ที่เขาได้รับในคราวนั้นมีส่วนสำคัญในการพลิกโฉมหน้าของศิลปะอิตาลีในศตวรรษที่ 15 และเขายังได้รับอิทธิพลด้านศิลปะโกธิคจาก Brunelleschi อีกด้วย

ปี 1408 โดนาเตลโลเริ่มสร้างผลงานที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเดิมด้วยงานสร้างรูปปั้นแกะสลักหินอ่อนสไตล์โกธิค หลังจากนั้น 3 ปีเขาก็เริ่มสร้างผลงานชิ้นเยี่ยม Saint Mark เป็นรูปแกะสลักหินอ่อนเช่นกัน ตามมาด้วยรูปหินอ่อน St. John the Evangelist ในปี 1415 ซึ่งเริ่มเปลี่ยนสไตล์จากโกธิคเป็นใช้เทคนิคแบบโบราณ โดนาเตลโลเริ่มมีชื่อเสียงเลื่องลือในฐานะประติมากรผู้มีเทคนิคใหม่ๆและสร้างสรรค์ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านการแสดงอารมณ์บนใบหน้าและท่าทางของร่างกายที่งดงาม ราวปี 1425 โดนาเตลโลกับ Michelozzo สถาปนิกดังอีกคนร่วมกันสร้างหลุมฝังศพที่งามสง่าของบุคคลสำคัญหลายแห่งและผลงานของเขาก็กลายเป็นต้นแบบให้กับงานสร้างหลุมฝังศพบุคคลสำคัญในยุคต่อมา

ราวปี 1430 โดนาเตลโลสร้างผลงานชิ้นเอกคือรูปปั้น David ซึ่งกลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา David เป็นรูปหล่อสำริดท่ายืนแบบอิสระไม่มีการค้ำยันใดๆชิ้นแรกที่สร้างขึ้นในยุคเรอเนสซองส์ นอกจากฝีมืองานปั้นงานหล่อที่ทำออกมาอย่างสวยงามสมบูรณ์แบบแล้ว ผลงานชิ้นนี้ยังมีเสน่ห์ตรงท่าทางการยืนถือดาบเท้าสะเอวและจ้องมองไปที่ศีรษะของโกไลแอทที่ใต้อุ้งเท้าพร้อมกับรอยยิ้มอันลึกลับที่สื่ออารมณ์ได้สมจริง รวมทั้งการสวมหมวกและรองเท้าบูทที่เป็นเอกลักษณ์ หลังจากนั้นโดนาเตลโลยังสร้างผลงานไว้อีกมากมายในหลายสถานที่ เช่น งานรูปหล่อสำริด Equestrian Statue of Gattamelata เป็นอนุสาวรีย์ที่เมืองแพดัว, งานแกะสลักหินอ่อนชิ้นใหญ่ Cantoria ที่เมืองฟลอเรนซ์ และงานประติมากรรมแบบนูนต่ำ The Feast of Herod ที่เมืองเซียนา เป็นต้น โดนาเตลโลเสียชีวิตในปี 1466 ด้วยวัย 80 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของโดนาเตลโล

donatello-01David

 

donatello-02

Saint George

donatello-03

Saint Mark

donatello-04

Equestrian Statue of Gattamelata

donatello-05

Magdalene Penitent

donatello-06

St. John the Evangelist

donatello-07

Judith and Holofernes

donatello-08

Zuccone

donatello-09

The Feast of Herod

donatello-10

Cantoria

 

4. โอกุสต์ รอแด็ง (Auguste Rodin)auguste-rodin-00

โอกุสต์ รอแด็ง เป็นประติมากรชาวฝรั่งเศสผู้มีผลงานโดดเด่นที่สุดในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เขาเกิดเมื่อปี 1840 ที่กรุงปารีส ตอนอายุ 14 ปีเข้าเรียนศิลปะที่โรงเรียนเล็กๆจนถึงปี 1857 รอแด็งพยายามสอบเข้าสถาบัน École des Beaux-Arts ถึงสามครั้งแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะผลงานที่เขานำเสนอยังไม่เข้าตากรรมการ เขาจึงออกจากโรงเรียนมาทำงานเลี้ยงชีพด้วยการเป็นช่างฝีมือทำชิ้นงานเครื่องประดับและงานตกแต่งทางสถาปัตย์ ปี 1875 เดินทางไปอิตาลีศึกษาผลงานของ Michelangelo และ Donatello ซึ่งช่วยปลดปล่อยเขาจากการสร้างประติมากรรมตามหลักวิชาและกระตุ้นอัจฉริยภาพทางศิลปะของเขาออกมา ปี 1877 เขาได้สร้างผลงานสำคัญชิ้นแรกคือรูปปั้นสำริด The Age of Bronze และตามมาด้วยรูปปั้น St. John the Baptist Preaching ในปี 1880 ซึ่งได้รับการชื่นชมอย่างสูงส่งผลให้รอแด็งกลายเป็นประติมากรมีชื่อเสียงในวัย 40 ปี

ปี 1880 รอแด็งรับงานสร้างประตูทางเข้าของพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีแผนจะสร้างในอนาคต เป็นงานสำคัญชิ้นใหญ่ที่ชื่อ The Gates of Hell เขาได้แรงบันดาลใจในการสร้างงานชิ้นนี้จากบทกวีเรื่อง Divine Comedy ของ Dante Alighieri กวีคนสำคัญของอิตาลี รอแด็งตั้งใจส่งมอบงานชิ้นนี้ในปี 1885 แต่เอาเข้าจริงเขาทำต่อเนื่องจนกระทั่งเขาเสียชีวิตเป็นเวลา 37 ปี The Gates of Hell ประกอบด้วยรูปปั้นย่อยถึง 186 ชิ้น มีหลายชิ้นถูกเขานำไปขยายเป็นผลงานชิ้นใหญ่ต่างหากและมีชื่อเสียงอย่างมาก โดยเฉพาะรูปปั้น The Thinker ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและมีการหล่อซ้ำเพื่อติดตั้งในสถานที่สำคัญทั่วโลกหลายสิบแห่ง รวมทั้งรูปปั้น The Kiss และ The Three Shades ซึ่งมีชื่อเสียงไม่แพ้กัน

รอแด็งยังมีผลงานที่ยอดเยี่ยมอีกจำนวนมาก อย่างเช่นรูปปั้น The Burghers of Calais, Monument to Balzac และ The Walking Man เป็นต้น พอถึงทศวรรษ 1900 เขาก็กลายเป็นประติมากรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ผลงานประติมากรรมของเขาเป็นที่ต้องการอย่างสูงทั่วโลก ที่จริงรอแด็งยังมีผลงานด้านอื่นอีกจำนวนมากทั้งภาพเขียน ภาพวาด และภาพพิมพ์นับพันชิ้น แต่ความดังในงานประติมากรรมของเขาได้บดบังผลงานด้านอื่นจนมิด หลายคนให้การยกย่องเขาเทียบชั้นกับ Michelangelo เลยทีเดียว รอแด็งเสียชีวิตขณะมีอายุ 77 ปี ในปี 1917 ปีเดียวกันกับการเสียชีวิตของ Rose Beuret ภรรยาคู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันกว่า 50 ปีแต่เพิ่งแต่งงานกันก่อนเธอเสียชีวิตเพียง 2 สัปดาห์

10 ผลงานชิ้นเอกของโอกุสต์ รอแด็ง

auguste-rodin-01The Thinker

 

auguste-rodin-02

The Gates of Hell

auguste-rodin-03

The Kiss

auguste-rodin-04

The Three Shades

auguste-rodin-05

The Age of Bronze

auguste-rodin-06

The Burghers of Calais

auguste-rodin-07

Saint John the Baptist

auguste-rodin-08

The Walking Man

auguste-rodin-09

Man with the Broken Nose

auguste-rodin-10

Monument to Balzac

 

5. อันโตนิโอ คาโนวา (Antonio Canova)antonio-canova-00

อันโตนิโอ คาโนวา เป็นประติมากรชาวอิตาลีหนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนีโอคลาสสิกผู้มีผลงานประติมากรรมหินอ่อนที่ยอดเยี่ยมและมีชื่อเสียงอย่างยิ่ง คาโนวาเกิดเมื่อปี 1757 ที่เมือง Possagno สาธารณรัฐเวนิส เขาเติบโตในเหมืองหินของคุณปู่ซึ่งเป็นทั้งช่างตัดหินและประติมากรจึงสามารถแกะสลักหินอ่อนเป็นตั้งแต่ยังมีอายุไม่ถึง 10 ปี พออายุได้ 13 ปีเขาไปเป็นลูกศิษย์ของประติมากรมีชื่อเสียง Giuseppe Bernardi ที่เมืองเวนิสอยู่ 2 ปี จากนั้นเริ่มรับงานเองผลงานแรกเป็นรูปแกะสลักหินอ่อน 2 ชิ้น Orpheus และ Eurydice เสร็จในปี 1777 ซึ่ง Orpheus ได้รับการยกย่องมากและคาโนวาเริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงชนชั้นสูงของเมืองเวนิส อีก 2 ปีต่อมาเขาสร้างผลงาน Daedalus and Icarus ซึ่งได้รับการชื่นชอบมากเช่นกัน ก่อนที่เขาจะก้าวไปสู่เวทีใหญ่ที่กรุงโรมในปี 1780

ที่โรมคาโนวาใช้เวลาในการศึกษาผลงานของ Michelangelo และยังไปดูเมืองโบราณอีกหลายแห่ง ระหว่างปี 1783 -1787 เขาออกแบบและสร้างอนุสาวรีย์หลุมฝังศพพระสันตปาปา Clement XIV ต่อด้วยของพระสันตปาปา Clement XIII ซึ่งเสร็จในปี 1792 จากนั้นได้สร้างรูปแกะสลักหินอ่อน Psyche Revived by Cupid’s Kiss ซึ่งไม่เพียงได้รับการยกย่องเป็นประติมากรรมชิ้นเอกแห่งยุคนีโอคลาสสิก ยังถือเป็นพัฒนาการแห่งศิลปะแบบโรแมนติกอีกด้วย หลังจากนั้นไม่นานคาโนวาก็กลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของยุโรป มีลูกค้าเป็นบุคคลสำคัญและสมาชิกในราชวงศ์ต่างๆทั่วทั้งยุโรป รวมทั้งจักรพรรดินโปเลียนที่คาโนวาสร้างรูปปั้นชั้นยอดให้หลายชิ้น เช่น Venus Victrix และ Napoleon as Mars the Peacemaker

คาโนวาเดินทางไปอังกฤษหลายครั้งได้เยี่ยมชมประติมากรรมหินอ่อนเอลกิน (Elgin Marbles) รวมทั้งไปดูแลการติดตั้งผลงานชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่งคือ The Three Graces ก่อนจะกลับอิตาลีทำงานแกะสลักรูปปั้น Venus Italica ที่สร้างขึ้นทดแทนรูปปั้น Venus de’ Medici ซึ่งถูกนโปเลียนยึดครองไป ความโด่งดังของคาโนวาไปไกลถึงสหรัฐอเมริกาที่ได้จ้างเขาทำรูปปั้นของ George Washington ซึ่งถูกส่งถึงรัฐนอร์ทแคโรไลนาในปี 1821 แต่น่าเสียดายที่มันถูกทำลายจากไฟไหม้หลังจากจัดแสดงได้เพียง 10 ปี คาโนวาทุ่มเทเวลาให้กับการแกะสลักรูปปั้นแทบไม่หยุดหย่อน ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตยังได้สร้างผลงานชิ้นเยี่ยมให้กับราชวงศ์อังกฤษคือรูปปั้น Mars and Venus คาโนวาเสียชีวิตในปี 1822 ด้วยวัย 64 ปี เขาเป็นศิลปินที่สร้างงานศิลปะมาตลอดชีวิตและไม่เคยแต่งงาน

10 ผลงานชิ้นเอกของอันโตนิโอ คาโนวา

antonio-canova-01Psyche Revived by Cupid’s Kiss

 

antonio-canova-02

The Three Graces

antonio-canova-03

Venus Victrix

antonio-canova-04

Napoleon as Mars the Peacemaker

antonio-canova-05

Venus Italica

antonio-canova-06

Cupid and Psyche

antonio-canova-07

Daedalus and Icarus

antonio-canova-08

Mars and Venus

antonio-canova-09

Theseus and the Minotaur

antonio-canova-10

Orpheus

 

6. คอนสแตนติน บรันกูชี (Constantin Brâncuși)constantin-brancusi-00

คอนสแตนติน บรันกูชี เป็นประติมากรชาวโรมาเนียผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นประติมากรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 20 และเป็นผู้บุกเบิกประติมากรรมสมัยใหม่ เขาเกิดเมื่อปี 1876 ในหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องงานฝีมือพื้นบ้าน โดยเฉพาะงานแกะสลักไม้ ฝีมือการแกะสลักที่ยอดเยี่ยมจึงติดตัวเขามาตั้งแต่เด็ก พอย่างเข้าวัยรุ่นบรันกูชีออกจากบ้านไปหางานทำที่ Craiova เมืองใหญ่ใกล้บ้านเกิด เขาทำงานหลายอย่าง เป็นเด็กเสิร์ฟ ช่างไม้ เด็กขายของ ฯลฯ แต่ไม่ทิ้งเรื่องศิลปะพยายามเรียนนอกเวลา จนอายุ 18 ปีจึงได้เข้าเรียนจริงจังที่โรงเรียนศิลปะในเมือง Craiova และเรียนจบด้วยคะแนนยอดเยี่ยม จากนั้นจึงไปเรียนต่อที่โรงเรียนวิจิตรศิลป์แห่งชาติที่กรุงบูคาเรสต์ พอเรียนจบก็มุ่งหน้าสู่กรุงปารีสที่ขณะนั้นเป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะสมัยใหม่

ปี 1903 บรันกูชีเข้ารับการฝึกฝีมือที่สถาบันศิลปะ École des Beaux-Arts เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นจึงเข้าทำงานที่สตูดิโอของประติมากรดังแห่งยุค Auguste Rodin แต่ทำอยู่แค่ 2 เดือนก็ลาออกมาด้วยแนวความคิดที่ว่า “ไม่มีอะไรสามารถเติบโตได้ภายใต้ต้นไม้ใหญ่” บรันกูชีได้พัฒนาสไตล์ของตัวเองที่แตกต่างกับนายเก่าอย่าง Rodin โดยสิ้นเชิง เขาลดความละเอียดซับซ้อนไปสู่ความเรียบง่าย จนในที่สุดได้กลายเป็นประติมากรรมนามธรรมที่มีรูปแบบเรียบง่าย แต่แฝงความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่ให้ผู้ชมจินตนาการค้นหาเอาเอง ผลงานสำคัญชิ้นแรกๆได้แก่รูปปั้น The Kiss และ Sleeping Muse ได้รับการยกย่องชื่นชมอย่างสูง ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในฝรั่งเศสและขจรไกลถึงสหรัฐอเมริกา

บรันกูชีสร้างผลงานประติมากรรมในสไตล์ของตัวเองได้อย่างโดดเด่นตลอดกว่าสามทศวรรษ ผลงานของเขาถูกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะสำคัญในหลายประเทศทั้งในยุโรปและอเมริกา หนึ่งในผลงานของเขาที่โด่งดังมากได้แก่ประติมากรรมชุด Bird in Space ที่เขาได้สร้างไว้มากกว่า 14 เวอร์ชั่น นอกจากนี้ยังมีผลงานสำคัญที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน เช่น Endless Column, Mademoiselle Pogany, Portrait of Madame LR. และ Princess X เป็นต้น บรันกูชีเสียชีวิตในปี 1957 ด้วยวัย 81 ปี ได้รับการยกย่องว่าเป็นประติมากรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 20 ผลงานของเขาหลายชิ้นถูกประมูลซื้อไปในราคาหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นหนึ่งในชิ้นงานประติมากรรมที่มีราคาแพงที่สุดในโลก

10 ผลงานชิ้นเอกของคอนสแตนติน บรันกูชี

constantin-brancusi-01The Kiss

 

constantin-brancusi-02

Bird in Space

constantin-brancusi-03

Sleeping Muse

constantin-brancusi-04

Endless Column

constantin-brancusi-05

Mademoiselle Pogany

constantin-brancusi-06

Princess X

constantin-brancusi-07

Portrait of Madame LR.

constantin-brancusi-08

The Newborn

constantin-brancusi-09

Fish

constantin-brancusi-10

Torso of a Young Man

 

7. อัลแบร์โต จาโกเมตตี (Alberto Giacometti)alberto-giacometti-00

อัลแบร์โต จาโกเมตตี เป็นประติมากรชาวสวิส เขาเป็นหนึ่งในประติมากรที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20 ผลงานของเขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นอย่างยิ่ง นั่นคือประติมากรรมรูปคนทั้งชายและหญิงที่มีรูปร่างสูงชะลูดผอมเพรียวที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะรูปปั้น The Walking Man หนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาเป็นงานประติมากรรมที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดชิ้นหนึ่ง จาโกเมตตีเกิดเมื่อปี 1901 ในครอบครัวศิลปิน พ่อเป็นจิตรกรอิมเพรสชั่นนิสต์และมีญาติเป็นจิตรกรยุคศิลปะสมัยใหม่อีกหลายคน ตัวเขาเองจึงได้ฝึกฝีมือการเขียนภาพตั้งแต่ยังเด็ก และเข้าเรียนศิลปะที่โรงเรียนวิจิตรศิลป์ในกรุงเจนีวาที่ซึ่งเขาได้เรียนด้านประติมากรรม

ปี 1922 จาโกเมตตีในวัยยี่สิบต้นๆไปเรียนต่อด้านงานประติมากรรมที่กรุงปารีส เขาชื่นชอบศิลปะบาศกนิยมและบรรพศิลป์ของแอฟริกันซึ่งเป็นที่มาของผลงานสำคัญชิ้นแรกๆของเขาคือประติมากรรม Spoon Woman ต่อมาเขาก็ได้เข้าไปอยู่ในแวดวงของกลุ่มศิลปินลัทธิเหนือจริงอยู่หลายปี ระหว่างปี 1936 – 1940 จาโกเมตตีหมกมุ่นอยู่กับทำรูปปั้นศีรษะคน หลายปีถัดมาเขาสร้างแต่ชิ้นงานประติมากรรมที่มีขนาดเล็กมากสูงไม่เกิน 7 ซม. จนกระทั่งหลังจากที่พบกับ Annette Arm และได้แต่งงานกันในปี 1949 รูปปั้นคนของเขาเริ่มยืดยาวสูงมากขึ้นเรื่อยๆจนมีขนาดสูงกว่าคนจริง แต่ในขณะเดียวกันรูปร่างกลับผอมเพรียวบางลงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดประติมากรรมรูปคนที่มีรูปร่างสูงชะลูดผอมเพรียวนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสร้างชื่อเสียงสูงสุดให้กับเขา

ชื่อเสียงของจาโกเมตตีโด่งดังขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในประติมากรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคศิลปะสมัยใหม่ ผลงานสำคัญที่สร้างชื่อเสียงจนโด่งดังก้องโลกได้แก่รูปปั้น Walking Man, Man Pointing, City Square, Chariot, Large Thin Head และ Large Standing Woman II เป็นต้น ผลงานของเขาได้รับความนิยมอย่างสูงและมีราคาซื้อขายสูงมากระดับหลายสิบล้านดอลลาร์จนถึงเกินร้อยล้านดอลลาร์ ประติมากรรมที่มีราคาซื้อขายแพงที่สุดในโลกสามอันดับแรกในปัจจุบันล้วนเป็นผลงานของเขาทั้งสิ้น จาโกเมตตีค้นพบสไตล์เฉพาะตัวขณะมีอายุเกือบ 50 ปีแล้ว และชื่อเสียงขึ้นถึงจุดสูงสุดเมื่อมีอายุราว 60 ปี จากนั้นสุขภาพของเขาก็เริ่มแย่ลง เขาเสียชีวิตในปี 1966 ด้วยโรคหัวใจขณะมีอายุ 66 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของอัลแบร์โต จาโกเมตตี

alberto-giacometti-01Walking Man

 

alberto-giacometti-02

Man Pointing

alberto-giacometti-03

City Square

alberto-giacometti-04

Chariot

alberto-giacometti-05

Large Standing Woman II

alberto-giacometti-06

Large Thin Head

alberto-giacometti-07

Spoon Woman

alberto-giacometti-08

Woman of Venice II

alberto-giacometti-10

Dog

alberto-giacometti-09

Three Men Walking II

 

8. ปิแอร์ ปูเกต์ (Pierre Puget)pierre-puget-00

ปิแอร์ ปูเกต์ เป็นประติมากรและจิตกรคนสำคัญชาวฝรั่งเศสในยุคบาโรก เขาเกิดเมื่อปี 1620 ได้รับการฝึกฝีมือการแกะสลักไม้ตั้งแต่เด็ก เริ่มทำงานเป็นช่างแกะสลักเครื่องประดับตั้งแต่อายุ 14 ปี และเขายังมีฝีมือการเขียนภาพที่ดีอีกด้วย พอมีอายุราว 20 ปีปูเกต์เดินทางออกจากบ้านเกิดมุ่งสู่อิตาลีเพื่อแสวงหาโอกาสและงานทำ เขาได้ทำงานเป็นผู้ช่วยเขียนภาพให้กับ Pietro da Cortona จิตรกรชั้นแนวหน้าของอิตาลียุคนั้น หลังจากสั่งสมฝีมือและประสบการณ์อยู่ที่กรุงโรม 3 ปี ปูเกต์ก็พกเอาศิลปะแบบบาโรกของอิตาลีกลับมาสร้างผลงานและชื่อเสียงที่เมืองมาร์เซย์บ้านเกิดของเขา

ปูเกต์ทำงานในฐานะจิตรกรอาชีพอยู่ราว 10 ปีจนเป็นที่รู้จักแต่ไม่ดังเปรี้ยงปร้างและได้ค่าจ้างเพียงน้อยนิด เขาจึงเปลี่ยนแนวมาทำงานประติมากรรม แค่ผลงานสำคัญชิ้นแรกเขาก็ดังสมใจ เปลี่ยนสถานะจากจิตรกรพื้นๆกลายเป็นประติมากรที่มีชื่อเสียงในทันที ปูเกต์ถูกว่าจ้างให้ไปสร้างงานประติมากรรมในเมืองใหญ่หลายเมือง รวมทั้งในกรุงปารีสและเมืองเจนัว โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1660s เขาได้สร้างผลงานชิ้นสำคัญไว้จำนวนมาก ที่โดดเด่นเป็นพิเศษได้แก่รูปปั้น Saint Sebastian, Hercules at Rest, Immaculate Conception และ Blessed Alessandro Sauli นอกจากนี้ยังมีผลงานประติมากรรมนูนต่ำชั้นยอดอย่าง Assumption of the Virgin อีกด้วย

งานประติมากรรมของปูเกต์มีลีลาท่าทางและการแสดงอารมณ์ที่โดดเด่นในสไตล์บาโรก แต่ยังคงความงดงามในสไตล์คลาสสิกเอาไว้ด้วย ปูเกต์มีผลงานหลากหลายมากทั้งภาพเขียนที่มีทั้งภาพศาสนาและภาพเหมือน, งานสถาปัตยกรรม, ภาพวาดลายเส้นเรือรบ และงานตกแต่งเรือรบ แต่งานที่สร้างชื่อให้กับเขามากที่สุดยังคงเป็นงานประติมากรรม ผลงานยุคหลังของก็มีความงดงามไม่ยิ่งหย่อนกว่ายุคแรก โดยเฉพาะรูปปั้น Milo of Crotona และ Perseus and Andromeda รวมทั้งผลงานประติมากรรมนูนต่ำ The Meeting of Alexander the Great and Diogenes ปูเกต์เสียชีวิตในปี 1694 มีอายุ 74 ปี เขาได้รับการยกย่องเป็นประติมากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17

10 ผลงานชิ้นเอกของปิแอร์ ปูเกต์

pierre-puget-01Saint Sebastian

 

pierre-puget-02

Milo of Crotona

pierre-puget-03

Hercules at Rest

pierre-puget-04

Perseus and Andromeda

pierre-puget-05

The Meeting of Alexander the Great and Diogenes

pierre-puget-06

Immaculate Conception

pierre-puget-10

Blessed Alessandro Sauli

pierre-puget-08

Virgin and Child

pierre-puget-09

The Rape of Helen of Troy

pierre-puget-07

Assumption of the Virgin

 

9. หลุยส์ บูร์ชัวส์ (Louise Bourgeois)louise-bourgeois-00

หลุยส์ บูร์ชัวส์ เป็นศิลปินคนสำคัญชาวฝรั่งเศส-อเมริกันในยุคศิลปะสมัยใหม่ที่เพิ่งมาดังเป็นพุแตกจากงานประติมากรรมเมื่อเข้าสู่วัยชราแล้ว เธอเกิดและเติบโตที่ฝรั่งเศสเป็นลูกสาวชนชั้นกลางเจ้าของร้านขายและซ่อมแซมพรมที่น่าจะมีชีวิตปกติสุข แต่เธอกลับมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กเนื่องจากพ่อเป็นคนเจ้าชู้มีสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคนรวมทั้งพี่เลี้ยงสอนภาษาอังกฤษของเธอที่อยู่ในบ้านนานนับสิบปี ในขณะที่แม่ซึ่งมีสุขภาพไม่สู้ดีจำต้องกล้ำกลืนฝืนทนเพื่อรักษาครอบครัวไว้ ตอนแรกบูร์ชัวส์เลือกเรียนวิชาคณิตศาสตร์แต่หลังจากแม่เสียชีวิตตอนเธออายุ 22 ปีจึงได้เปลี่ยนไปเรียนศิลปะ เธอเรียนศิลปะที่กรุงปารีสหลายสถาบันพอจบแล้วก็มาเปิดร้านภาพพิมพ์อยู่ติดกับร้านพรมของพ่อ บูร์ชัวส์ได้พบกับนักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอเมริกัน Robert Goldwater ที่ร้านของเธอเอง ทั้งคู่รักกันตัดสินใจแต่งงานกันจากนั้นเธอก็ย้ายไปอยู่กับสามีที่สหรัฐอเมริกา

บูร์ชัวส์ทำงานศิลปะหลายอย่างทั้งภาพพิมพ์ ภาพเขียน และงานประติมากรรมที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอมากที่สุด เธอยังเป็นครูสอนศิลปะที่หลายสถาบันเป็นเวลายาวนาน ผลงานของเธอส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว เพศ และร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทรงจำอันเจ็บปวดในวัยเด็กของเธอได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างชิ้นงานศิลปะของเธอ อย่างเช่นผลงานที่ชื่อ Destruction of the Father, Cumul I และ Mamelles เป็นต้น บูร์ชัวส์ได้แสดงผลงานร่วมอยู่ในกลุ่มศิลปะนามธรรม (Abstract Art) ที่มีศิลปินเลื่องชื่ออย่าง Jackson Pollock รวมอยู่ด้วย แต่เธอก็ยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดังมากนักจนกระทั่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ (MoMA) ได้จัดแสดงผลงานเดี่ยวของเธอในปี 1982 บูร์ชัวส์ในวัย 70 ปีจึงกลายเป็นศิลปินแถวหน้า และเธอก้าวขึ้นถึงจุดสูงสุดหลังจากที่เธอได้สร้างผลงานชื่อ Spider ที่สื่อถึงแม่ของเธอเองในขณะที่มีอายุมากกว่า 80 ปีแล้ว

สำหรับบูร์ชัวส์แมงมุมที่ทอใยสร้างรังและดูแลปกป้องลูกให้ปลอดภัยเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงแม่ของเธอซึ่งเป็นช่างทอผ้า เธอสร้างประติมากรรม Spider ขึ้นในปี 1996 เป็นส่วนหนึ่งในผลงานชุด Cells และผลงานชิ้นนี้ได้กลายเป็นประติมากรรมที่สร้างโดยผู้หญิงที่มีราคาแพงที่สุดในโลกที่ราคา 32.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาในปี 1999 เธอยังสร้างประติมากรรมแมงมุมที่ใหญ่ที่สุดในโลกชื่อ Maman (หมายถึงแม่ในภาษาฝรั่งเศส) ซึ่งได้กลายเป็นผลงานชิ้นเอกที่มีชื่อเสียงโด่งดังถูกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการที่ประเทศต่างๆทั่วโลกหลายสิบประเทศ แม้ว่าผลงานตลอดชีวิตของบูร์ชัวส์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงแต่เธอปฏิเสธว่าไม่ใช่ศิลปะสตรีนิยม (Feminist Art) ถึงกระนั้นภาพเขียนชิ้นหนึ่งของเธอยังถูกนำไปขึ้นปกหนังสือและกลายเป็นสัญลักษณ์ของขบวนการศิลปะสตรีนิยม ศิลปินหญิงผู้มีพลังอันน่ามหัศจรรย์คนนี้ได้เสียชีวิตไปในปี 2010 ขณะมีอายุ 98 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของหลุยส์ บูร์ชัวส์

louise-bourgeois-01Maman

 

louise-bourgeois-02

Destruction of the Father

louise-bourgeois-03

Janus Fleuri

louise-bourgeois-08

Cell (Eyes and Mirrors)

louise-bourgeois-05

Cumul I

louise-bourgeois-06

Father and Son

louise-bourgeois-07

The Nest

louise-bourgeois-04

Quarantania, I

louise-bourgeois-09

Mamelles

louise-bourgeois-10

Arch of Hysteria

 

10. เฮนรี่ มัวร์ (Henry Moore)henry-moore-00

เฮนรี่ มัวร์ เป็นประติมากรชาวอังกฤษที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 20 เจ้าของผลงานประติมากรรม Reclining Figure หลากหลายเวอร์ชั่นซึ่งมีอยู่ในแทบทุกเมืองใหญ่ทั่วโลก มัวร์เกิดเมื่อปี 1898 เขาชื่นชอบงานปั้นและงานแกะสลักตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม และตั้งใจจะเป็นประติมากรหลังจากได้ยินเรื่องราวของ Michelangelo สุดยอดประติมากรของโลก แต่เขามีโอกาสได้เรียนด้านประติมากรรมจริงจังเมื่ออายุ 21 ปีแล้ว แต่ด้วยพรสวรรค์อันเป็นเลิศทำให้เขาได้รับทุนไปเรียนที่สถาบัน Royal College of Art ในกรุงลอนดอน ต่อมาเขายังได้รับทุนเดินทางไปอิตาลีเพื่อศึกษาผลงานของ Michelangelo, Giotto และศิลปินชั้นครูยุคก่อนอีกหลายคน

เรียนจบแล้วมัวร์ได้ทำงานเป็นครูสอนศิลปะที่สถาบัน Royal College of Art และใช้เวลาว่าง
เริ่มต้นสร้างผลงานประติมากรรมของตัวเอง หลังจากสอนอยู่ที่นี่ได้ 6 ปีเขาก็ไปรับตำแหน่งหัวหน้าแผนกประติมากรรมที่สถาบัน Chelsea School of Art ในปี 1932 ในช่วงเวลานี้เขามักไปที่กรุงปารีสบ่อยๆ ได้ศึกษาผลงานของศิลปินหัวก้าวหน้าคนดังหลายคนที่นั่น รวมทั้ง Pablo Picasso และ Alberto Giacometti ผลงานของเขาเริ่มเป็นประติมากรรมแบบนามธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงปี 1938 เขาก็มีผลงานสำคัญเป็นประติมากรรมนามธรรมหลายชิ้น โดยเฉพาะผลงานประติมากรรมขนาดเล็ก Reclining Figure 1938 ที่ยาวเพียง 33 ซม. มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ซึ่งต่อมามีการขยายขนาดเป็นชิ้นงานประติมากรรมขนาดใหญ่ประดับไว้ในสถานที่สำคัญหลายแห่ง

มัวร์มีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้น มีนิทรรศการแสดงผลงานของเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เขาได้รับการว่าจ้างให้ไปสร้างประติมากรรมในเมืองใหญ่ทั่วโลก ตลอดกว่าสามทศวรรษในฐานะประติมากรชั้นแนวหน้าของโลกมัวร์ได้สร้างผลงานไว้มากมาย ผลงานที่มีชื่อเสียงและโดดเด่นได้แก่ Reclining Figure 1969 – 70, Family Group, King and Queen, Three Standing Figures และ Oval with Points เป็นต้น มัวร์ถือเป็นประติมากรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ประติมากรรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาในช่วงที่มัวร์กำลังดังรวมถึงหลังจากที่เขาจากไปแล้วส่วนใหญ่ต่างได้รับอิทธิพลจากเขาในการสร้างสรรค์ผลงานแทบทั้งนั้น เขาเสียชีวิตเมื่อปี 1986 มีอายุ 88 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของเฮนรี่ มัวร์

henry-moore-01Reclining Figure 1969-70

 

henry-moore-02

Family Group

henry-moore-03

Reclining Figure 1938

henry-moore-07

Oval with Points

henry-moore-05

Three Standing Figures

henry-moore-06

Recumbent Figure

henry-moore-04

King and Queen

henry-moore-08

Large Interior Form

henry-moore-09

Reclining Figure Festival

henry-moore-10

Nuclear Energy

 


ข้อมูลและภาพจาก   timeout, wikipedia, theartstory, visual-arts-cork