10 สุดยอดศิลปินเอก/จิตรกรเอกชาวอิตาลีกับ 10 ผลงานชิ้นเอก

อิตาลีเป็นดินแดนที่มีความก้าวหน้าและเจริญรุ่งเรืองด้านศิลปะทั้งประติมากรรม จิตรกรรม และสถาปัตยกรรมมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคเรอเนสซองส์ (Renaissance) และยุคบาโรก (Baroque) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 จนถึงศตวรรษที่ 18 มีความเจริญรุ่งเรืองสุดขีดเป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะของโลก เมืองสำคัญหลายเมืองในอิตาลีอย่างเช่น โรม ฟลอเรนซ์ และเวนิสเป็นแหล่งรวมของศิลปินชั้นนำที่ได้สร้างงานศิลปะชั้นยอดให้ผู้คนได้ชื่นชม ศิลปะที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของอิตาลีถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างประณีต งดงาม และสมจริง มีศิลปินชาวอิตาลีมากมายที่ได้สร้างผลงานยิ่งใหญ่ที่สร้างความประทับจิตตราตรึงใจผู้คนทั่วโลกมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี

และต่อไปนี้คือ 10 สุดยอดศิลปินเอกชาวอิตาลีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดกับ 10 ผลงานชิ้นเอกของพวกเขา

1. เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci)Leonardo-da-Vinci-00

ดา วินชี เป็นศิลปินผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งยุคเรอเนสซองส์ เกิดที่หมู่บ้าน Vinci ใกล้เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อปี 1452 เขาเติบโตและเรียนศิลปะที่บ้านเกิดจนมีอายุได้ 20 ปีจึงได้เป็นศิลปินมืออาชีพอย่างเต็มตัว เริ่มมีผลงานที่ฉายแววความเป็นอัฉริยะด้านศิลปะด้วยภาพ Adoration of the Magi ก่อนที่จะออกจากฟลอเรนซ์ไปอยู่ที่เมืองมิลานในปี 1482 ดา วินชี ทำงานอยู่ที่มิลานนานถึง 17 ปี พร้อมกับสร้างผลงานชั้นยอดมากมาย รวมทั้ง The Last Supper, Virgin of the Rocks, Lady with an Ermine และ Vitruvian Man ที่เป็นหนึ่งในบรรดาภาพสเก็ตช์อันลือลั่นซึ่งเป็นความสามารถที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวยากจะมีใครเทียบได้

ปี 1503 ดา วินชี กลับมาอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์อีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้ได้สร้างผลงานภาพเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ‘Mona Lisa’ เขาใช้เวลาในการเขียนภาพสุดพิเศษนี้นานหลายปี ในปี 1515 ดา วินชี เดินทางไปกรุงปารีสเพื่อรับตำแหน่งจิตรกรเอกและวิศวกรของราชสำนักฝรั่งเศส พร้อมกับหิ้วภาพสุดรักสุดหวงที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ไปด้วย แล้วไม่ได้กลับมาที่อิตาลีอีกเลย

ดา วินชี เสียชีวิตในปี 1519 มีอายุรวม 67 ปี ทิ้งผลงานชั้นยอดไว้มากมายทั้งผลงานด้านศิลปะและด้านวิทยาศาสตร์ ดา วินชี ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รอบรู้ เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆเกือบทุกสาขา เป็นศิลปินเอก นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ ฯลฯ เขาคือ ‘บุรุษแห่งยุคเรอเนสซองส์’ อย่างแท้จริง

10 ผลงานชิ้นเอกของเลโอนาร์โด ดา วินชี

Leonardo-da-Vinci-00Mona Lisa

 

Leonardo-da-Vinci-02

The Last Supper

Leonardo-da-Vinci-03

Virgin of the Rocks

Leonardo-da-Vinci-04

Lady with an Ermine

Leonardo-da-Vinci-05

Portrait of Ginevra de’ Benci

Leonardo-da-Vinci-06

Madonna Litta

Leonardo-da-Vinci-07

The Adoration of the Magi

Leonardo-da-Vinci-08

St. John the Baptist

Leonardo-da-Vinci-09

Vitruvian Man

Leonardo-da-Vinci-10

Self-portrait in Red Chalk

 

2. ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo)Michelangelo-00

ไมเคิลแองเจโล เป็นทั้งจิตรกร ประติมากร และสถาปนิก เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรอเนสซองส์ทัดเทียมกับเลโอนาร์โด ดา วินชี เขาเกิดเมื่อปี 1475 ที่เมืองอาเรซโซ ประเทศอิตาลี แต่ไปเล่าเรียนและเติบโตที่เมืองฟลอเรนซ์ อายุ 15 ปีก็เริ่มมีผลงานด้านประติมากรรม ปี 1497 เดินทางไปทำงานที่กรุงโรม และเมื่ออายุ 24 ปี ไมเคิลแองเจโลได้สร้างงานประติมากรรมชิ้นสำคัญของโลกคือ Pietà

เขากลับมาที่ฟลอเรนซ์ในปี 1499 คราวนี้เขามีโอกาสทำงานชิ้นสำคัญที่ค้างเติ่งมาเกือบ 40 ปีคืองานแกะสลักรูปเดวิด (David) เขารับงานนี้ตอนอายุ 26 ปี ใช้เวลาราว 4 ปีจึงแล้วเสร็จและกลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ระหว่างเวลาช่วงนี้ไมเคิลแองเจโลยังได้สร้างผลงานอีกหลายชิ้น รวมทั้งภาพเขียน Doni Tondo และ Manchester Madonna

ปี 1505 ไมเคิลแองเจโลกลับมาที่โรมอีกครั้งเพื่อรับงานสร้างสุสานของพระสันตะปาปา Pope Julius II ซึ่งมีผลงานรูปแกะสลัก Moses และ Dying Slave รวมอยู่ด้วย และในระหว่างนี้เองเขาก็ได้สร้างผลงานสำคัญยิ่งใหญ่อีกชิ้นหนึ่งคือภาพเขียนบนเพดานโบสถ์น้อยซิสติน (Sistine Chapel Ceiling) บนพื้นที่กว่า 500 ตรม. ประกอบด้วยภาพกว่า 300 ภาพ และหนึ่งในนั้นเป็นภาพเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ The Creation of Adam

ไมเคิลแองเจโลกลับไปทำงานที่ฟลอเรนซ์อีก คราวนี้นานกว่า 20 ปีก่อนจะได้กลับมาที่โรม ปี 1534 เขาได้สร้างภาพเขียนชิ้นใหญ่บนผนังแท่นบูชาที่โบสถ์น้อยซิสตินคือภาพ The Last Judgement ที่ใช้เวลาทำถึง 8 ปี และในปี 1546 เขาได้รับงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายคือการออกแบบมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่มีโดมใหญ่เด่นสง่าเป็นสัญลักษณ์ เขาเสียชีวิตในปี 1564 ด้วยวัย 88 ปี ก่อนที่โดมจะสร้างเสร็จ

10 ผลงานชิ้นเอกของไมเคิลแองเจโล

Michelangelo-01David

 

Michelangelo-02

Pieta

Michelangelo-03

Madonna of Bruges

Michelangelo-04

Dying Slave

Michelangelo-05

Creation of Adam

Michelangelo-06

The Last Judgement

Michelangelo-07

Doni Tondo

Michelangelo-08

Manchester Madonna

Michelangelo-09

The Battle of Cascina

Michelangelo-10

Basilica of Saint Peter

 

3. ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli)Sandro-Botticelli-00

บอตติเชลลีเป็นศิลปินที่โดดเด่นในยุคเรอเนสซองส์ตอนต้น ก่อนหน้ายุคของดา วินชีและไมเคิลแองเจโล เขาเกิดในปี 1445 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ตอนเด็กฝึกเป็นช่างทอง พอเป็นวัยรุ่นจึงเปลี่ยนมาเป็นจิตรกร ผลงานส่วนใหญ่ทำให้กับตระกูลเมดิชีซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองฟลอเรนซ์ บอตติเชลลีมีชื่อเสียงรุ่งโรจน์อย่างยาวนานภายใต้การอุปถัมภ์ของตระกูลนี้ เคยเป็นคณะกรรมการพิจารณาที่ตั้งรูปแกะสลักเดวิดของไมเคิลแองเจโลร่วมกับดา วินชี แต่ในช่วงปั้นปลายชีวิตชื่อเสียงต้องตกต่ำด่างพร้อยตามผู้อุปภัมภ์ที่หมดอำนาจ เขาจึงไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร แต่ผลงานของเขามิได้ด้อยค่าลงยืนยงเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

ภาพเขียนของบอตติเชลลีเป็นสไตล์โบราณ แต่โดดเด่นที่ความอ่อนหวานประณีตงดงาม อย่างเช่น ภาพ The Birth of Venus และ Primavera ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากที่สุด ไปจนถึงภาพ Portrait of a Young Woman และ Madonna of the Book บอตติเชลลียังได้ร่วมสร้างภาพเฟรสโกที่ผนังของโบสถ์น้อยซิสตินเช่นเดียวกับศิลปินชั้นนำในยุคนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่งานที่เขาถนัดมากนักแต่ผลงานภาพ Trial of Moses ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

บอตติเชลลีหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Simonetta Vespucci แต่ไม่สมหวังเพราะเธอแต่งงานแล้ว หลายคนเชื่อว่าเธอคือนางแบบในภาพของบอตติเชลลีหลายภาพรวมทั้ง The Birth of Venus และ Portrait of a Young Woman ทั้งๆที่เธอเสียชีวิตไปก่อนที่เขาจะเขียนภาพเหล่านั้นหลายปี บอตติเชลลีเคยขอร้องไว้ว่าให้ฝังร่างของเขาไว้แทบเท้าของเธอ และความหวังของเขาก็เป็นจริงในอีก 34 ปีต่อมาเมื่อเขาเสียชีวิตในปี 1510

10 ผลงานชิ้นเอกของซานโดร บอตติเชลลี

Sandro-Botticelli-01The Birth of Venus

 

Sandro-Botticelli-02

Primavera

Sandro-Botticelli-03

Adoration of the Magi

Sandro-Botticelli-04

Madonna of the Magnificat

Sandro-Botticelli-05

Fortitude

Sandro-Botticelli-06

Mars and Venus

Sandro-Botticelli-07

Portrait of a young woman

Sandro-Botticelli-08

Trials of Moses

Sandro-Botticelli-09

Portrait of a Man with a Medal of Cosimo the Elder

Sandro-Botticelli-10

Madonna of the Book

 

4. ราฟาเอล (Raphael)raphael-00

ราฟาเอล เป็นจิตรกรและสถาปนิกผู้มีผลงานโดดเด่น เป็นหนึ่งในสามศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรอเนสซองส์ต่อจากเลโอนาร์โด ดา วินชีและไมเคิลแองเจโล เขาเกิดเมื่อปี 1483 ที่เมือง Urbino ประเทศอิตาลี เรียนศิลปะและฝึกฝนการเขียนภาพตั้งแต่เด็ก พออายุได้ 17 ปีก็เริ่มเป็นศิลปินมืออาชีพด้วยการตระเวนรับงานเขียนภาพให้กับโบสถ์ต่างๆในเมืองแถบบ้านเกิด เป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มีผลงานยอดเยี่ยมอย่างเช่นภาพ The Marriage of the Virgin จนเริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการตัวไปทำงาน

ปี 1504 ราฟาเอลย้ายไปปักหลักอยู่ที่เมืองฟลอเรนส์ ทำให้เขามีโอกาสได้ศึกษาผลงานของบรมครูอย่างเลโอนาร์โด ดา วินชีและคู่แข่งคนสำคัญในอนาคตคือไมเคิลแองเจโล รวมทั้งศิลปินดังอีกหลายคน ราฟาเอลซึมซับอิทธิพลของศิลปะแบบฟลอเรนส์แต่ยังคงรักษาสไตล์ของตัวเองเอาไว้ด้วย ผลงานของเขาเริ่มมีความซับซ้อนและมีชีวิตชีวามากขึ้น ผลงานเด่นในช่วงนี้คือภาพ Madonna and Child with Saint John the Baptist

ปลายปี 1508 ราฟาเอลเดินทางไปกรุงโรมและอยู่ที่นั่นไปตลอดชีวิต เขาได้ทำงานสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่พระราชวังวาติกัน ราฟาเอลเขียนภาพในห้องที่เรียกว่า “Raphael Rooms” เป็นภาพปูนเปียก (Fresco) ขนาดใหญ่หลายภาพ และหนึ่งในนั้นคือภาพ The School of Athens ซึ่งเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมทำให้ราฟาเอลได้รับมอบหมายให้เขียนภาพในวาติกันเพิ่มอีกจำนวนมาก และยังได้เป็นสถาปนิกในงานสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ด้วย เขาทำงานให้กับสำนักวาติกันนานถึง 12 ปี พร้อมกับสร้างผลงานชั้นยอดมากมายรวมทั้งภาพ Sistine Madonna และ Transfiguration

นอกจากภาพเขียนแนวศาสนาและตำนานแล้วราฟาเอลยังเขียนภาพเหมือนบุคคลได้ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน ผลงานภาพเหมือนของเขาหลายภาพได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในภาพเหมือนที่ดีที่สุดในยุคนั้น โดยเฉพาะภาพ La Fornarina, La Donna Velata (The woman with the veil) และ Portrait of Baldassare Castiglione ราฟาเอลเสียชีวิตในปี 1520 ด้วยวัยเพียง 37 ปี แม้ว่าเขามีช่วงเวลาทำงานไม่มากนักแต่ผลงานกลับยิ่งใหญ่และเป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้รับการยกย่องชื่นชมมากที่สุด

10 ผลงานชิ้นเอกของราฟาเอล

raphael-01The School of Athens

 

raphael-02

Sistine Madonna

raphael-03

Transfiguration

raphael-04

La Fornarina

raphael-05

Madonna and Child with Saint John the Baptist

raphael-06

La Donna Velata (The woman with the veil)

raphael-07

Disputation of the Holy Sacrament

raphael-08

The Marriage of the Virgin

raphael-09

Portrait of Baldassare Castiglione

raphael-10

The Triumph of Galatea

 

5. ทิเชียน (Titian)titian-00

ทิเชียนเป็นจิตรกรคนสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 16 ของเมืองเวนิส เขาได้รับการยกย่องในฐานะจิตรกรชั้นยอดตั้งแต่อายุยังน้อยและคงชื่อเสียงระดับสูงสุดไว้ตลอดชีวิตที่ยืนยาว ทิเชียนเกิดราวปี 1488 – 1490 เรียนการเขียนภาพกับศิลปินดังแห่งเมืองเวนิสตั้งแต่อายุ 10 ปี แล้วทำงานเป็นผู้ช่วยของจิตรกรอื่นระยะหนึ่งก่อนที่จะออกมารับงานเองพร้อมกับการพัฒนาสไตล์การเขียนภาพเป็นของตัวเอง ทิเชียนเป็นจิตรกรที่ครบเครื่องมากเขียนภาพได้ดีทุกแนวทั้งภาพเหมือน ภาพภูมิทัศน์ ภาพแนวศาสนา รวมทั้งเรื่องจากตำนาน และมีการพัฒนาเทคนิคและสไตล์การเขียนภาพอยู่ตลอด ภาพ A Man with a Quilted Sleeve เป็นผลงานภาพเหมือนช่วงแรกๆของอาชีพที่ได้รับการยกย่องมาก ทิเชียนเขียนภาพเหมือนชั้นยอดอีกมากมายหลายสิบภาพตลอดช่วงเวลาอีกหลายสิบปีต่อมา เช่น ภาพ Pope Paul III and His Grandsons และ Self-Portrait (1567) เป็นต้น

ระหว่างปี 1516 – 1518 ทิเชียนใช้เวลาราว 2 ปี เขียนภาพแนวศาสนาเป็นภาพหลังแท่นบูชาขนาดใหญ่ชื่อ Assumption of the Virgin บนผนังโบสถ์ในเมืองเวนิส นี่คือผลงานชิ้นเอกที่ส่งให้เขากลายเป็นจิตรกรชั้นนำ ทิเชียนประสบความสำเร็จกับการเขียนภาพแนวนี้อย่างต่อเนื่อง มีผลงานที่โดดเด่นอีกจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือภาพ Pesaro Madonna แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับทิเชียนมากที่สุดน่าจะเป็นภาพในแนวเรื่องจากตำนานซึ่งเขามีผลงานชิ้นเยี่ยมช่วงแรกด้วยภาพ Sacred and Profane Love ตามมาด้วยภาพ Bacchus and Ariadne ช่วงต้นทศวรรษ 1530 ทิเชียนเริ่มเขียนภาพเปลือยของเทพธิดาวีนัสในท่าเอนตัวนอนอันเป็นที่มาของภาพ Venus of Urbino ซึ่งเสร็จในปี 1538 และได้กลายเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา และตามมาด้วยภาพเขียนแนวนี้อีกหลายภาพซึ่งล้วนงดงามยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน อย่างเช่นภาพ Danaë with Nursemaid ที่เขียนในปี 1554

ทิเชียนสร้างผลงานเป็นเวลายาวนานกว่า 60 ปี เขาเสียชีวิตด้วยกาฬโรคที่ระบาดในเวนิสในปี 1576 ด้วยวัยกว่า 90 ปี ผลงานในช่วงท้ายตอนอายุมากก็ยังคงยอดเยี่ยมเช่นเดิม ภาพ Allegory of Prudence ที่เขียนเสร็จในปี 1570 ไม่เพียงแต่แสดงถึงฝีมือที่ไม่เคยตกเลย ยังแสดงถึงความก้าวหน้าทั้งด้านเทคนิคและการนำเสนอเรื่องราวที่คมคายลึกซึ้งมากขึ้นอีก ว่ากันว่าหากทิเชียนเสียชีวิตไปตอนอายุ 40 ปีเขาก็ยังเป็นจิตรกรชั้นยอดในสมัยนั้น แต่เขาอยู่ทำงานต่อเนื่องอีก 50 ปีและยังพัฒนาฝีมืออยู่เสมอ เขาจึงเป็นสุดยอดศิลปินแห่งยุค เป็นบรมครูที่สร้างแรงบันดาลใจและมีอิทธิพลต่อศิลปินชั้นนำรุ่นต่อมาอีกมากมายหลายรุ่น

10 ผลงานชิ้นเอกของทิเชียน

titian-01Venus of Urbino

 

titian-04

Bacchus and Ariadne

titian-03

Sacred and Profane Love

titian-05

Danaë with Nursemaid

titian-06

Pope Paul III and His Grandsons

titian-07

A Man with a Quilted Sleeve

titian-02

Assumption of the Virgin

titian-08

Allegory of Prudence

titian-09

Self-Portrait (1567)

titian-10

Pesaro Madonna

 

6. คาราวัจโจ (Caravaggio)caravaggio-00

คาราวัจโจ เป็นจิตรกรคนสำคัญในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ของอิตาลี ผลงานของเขาได้แผ่อิทธิพลต่อวงการจิตรกรรมของอิตาลีที่เป็นช่วงปลายยุคเรอเนสซองส์และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเริ่มต้นของยุคบาโรก คาราวัจโจเกิดเมื่อปี 1571 ที่เมืองมิลาน เรียนศิลปะกับ Simone Peterzano ผู้เป็นลูกศิษย์ของ Titian ศิลปินใหญ่ยุคก่อนหน้าอยู่ 4 ปี และได้ศึกษาผลงานของศิลปินชั้นครูหลายคน รวมทั้ง Giorgione และ Leonardo da Vinci ซึ่งมีผลงานสำคัญอยู่ที่เมืองมิลานหลายชิ้น พออายุได้ 21 ปีเขาก็เดินทางไปกรุงโรมเพื่อหางานทำและสร้างชื่อเสียงตามวิถีของศิลปินหน้าใหม่ของอิตาลีส่วนใหญ่ในสมัยนั้น

ที่กรุงโรมตอนแรกคาราวัจโจทำงานเขียนภาพให้กับศิลปินที่มีชื่อเสียงแล้วหลายคน จนถึงราวปี 1595 เขาก็ออกมาทำงานของตัวเองและเริ่มขายภาพเขียนผ่านทางตัวแทน ผลงานชั้นยอดหลายชิ้นของเขาก็เริ่มปรากฏ รวมทั้งภาพ The Cardsharps ที่ไปเข้าตาคาร์ดินัล Francesco Maria del Monte ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญศิลปะ del Monte ชื่นชอบผลงานของคาราวัจโจมากและให้การสนับสนุนโดยให้คาราวัจโจไปทำงานเขียนภาพอยู่ในบ้านของเขาเอง จึงมีผลงานยอดเยี่ยมอีกหลายชิ้นทยอยกันออกมา ได้แก่ ภาพ Bacchus, The Lute Player และ Boy Bitten by a Lizard หลังจากนั้นคาราวัจโจจึงเริ่มทำงานให้กับทางศาสนจักร ผลงานในแนวศาสนาของเขากลับยิ่งโดดเด่นด้วยสไตล์และเทคนิคที่ไม่เหมือนใคร

คาราวัจโจประสบความสำเร็จกับการเขียนภาพในแนวศาสนาอย่างมาก เขาเสนอภาพที่แปลกใหม่เร้าอารมณ์สมจริง บางครั้งก็สะเทือนขวัญชนิดที่ไม่เคยมีศิลปินผู้ใดกล้าทำมาก่อน อย่างเช่นภาพ Judith Beheading Holofernes การเขียนภาพในแบบภาพสว่างในความมืดด้วยเทคนิคการให้แสงและเงาที่กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นเดียวกันและรุ่นหลังอีกหลายรุ่น ภาพ The Calling of Saint Matthew ที่เป็นผลงานชิ้นเอกและมีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของจิตรกรรมยุคบาโรก คาราวัจโจยังมีผลงานที่ยอดเยี่ยมในแนวศาสนาอีกมากมายหลายสิบภาพ รวมทั้งภาพ Supper at Emmau และ Entombment

นิสัยส่วนตัวคาราวัจโจเป็นคนที่ชอบทะเลาะเบาะแว้งมีเรื่องกับคนอื่นอยู่เสมอ ปี 1606 มีเรื่องทะเลาะกันรุนแรงแล้วเขาพลั้งมือไปฆ่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เขาต้องหนีไปอยู่ที่เมืองเนเปิลส์ซึ่งตอนนั้นอยู่นอกเขตกฎหมาย คาราวัจโจสร้างผลงานอันทรงคุณค่าไว้ที่โบสถ์ในเมืองเนเปิลส์หลายชิ้น จากนั้นได้ย้ายไปอยู่ที่มอลตาก็มีปัญหาเดิมๆอีก จึงย้ายไปอยู่ที่ซิซิลีอีกพักหนึ่งก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่เมืองเนเปิลส์อีกครั้ง แต่ละที่ที่เขาไปอยู่คาราวัจโจได้สร้างผลงานชั้นยอดเอาไว้เสมอ ถึงปี 1610 คาราวัจโจลงเรือเดินทางตั้งใจไปกรุงโรมเพื่อขออภัยโทษ แต่ระหว่างทางเขาป่วยเสียชีวิตที่เมือง Porto Ercole แคว้นทัสคานี ในวัยเพียง 39 ปีเท่านั้น

10 ผลงานชิ้นเอกของคาราวัจโจ

caravaggio-01The Calling of Saint Matthew

 

caravaggio-02

Bacchus

caravaggio-03

The Lute Player

caravaggio-04

Boy Bitten by a Lizard

caravaggio-05

Judith Beheading Holofernes

caravaggio-06

Supper at Emmaus

caravaggio-07

Entombment

caravaggio-08

Medusa

caravaggio-09

The Cardsharps

caravaggio-10

Basket of Fruit

 


7. โดนาเตลโล (Donatello)
donatello-00

โดนาเตลโล เป็นสุดยอดประติมากรแห่งยุคเรอเนสซองส์ผู้เชี่ยวชาญในงานประติมากรรมด้วยวัสดุเกือบทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหินอ่อนและสำริด เขาเกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อราวปี 1386 โดนาเตลโลเริ่มเรียนศิลปะกับช่างทองในท้องถิ่น แล้วไปฝึกงานกับช่างโลหะและประติมากรคนหนึ่งของเมืองฟลอเรนซ์ ได้รู้จักกับ Filippo Brunelleschi ที่ภายหลังเป็นสถาปนิกและวิศวกรผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของอิตาลี ราวปี 1404 – 1407 ทั้งสองคนร่วมกันไปขุดค้นซากปรักหักพังของกรุงโรมยุคโบราณเพื่อศึกษาศิลปะคลาสสิกจนถูกเรียกเป็นพวกนักล่าสมบัติ ความรู้และประสบการณ์ที่เขาได้รับในคราวนั้นมีส่วนสำคัญในการพลิกโฉมหน้าของศิลปะอิตาลีในศตวรรษที่ 15 และเขายังได้รับอิทธิพลด้านศิลปะโกธิคจาก Brunelleschi อีกด้วย

ปี 1408 โดนาเตลโลเริ่มสร้างผลงานที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเดิมด้วยงานสร้างรูปปั้นแกะสลักหินอ่อนสไตล์โกธิค หลังจากนั้น 3 ปีเขาก็เริ่มสร้างผลงานชิ้นเยี่ยม Saint Mark เป็นรูปแกะสลักหินอ่อนเช่นกัน ตามมาด้วยรูปหินอ่อน St. John the Evangelist ในปี 1415 ซึ่งเริ่มเปลี่ยนสไตล์จากโกธิคเป็นใช้เทคนิคแบบโบราณ โดนาเตลโลเริ่มมีชื่อเสียงเลื่องลือในฐานะประติมากรผู้มีเทคนิคใหม่ๆและสร้างสรรค์ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านการแสดงอารมณ์บนใบหน้าและท่าทางของร่างกายที่งดงาม ราวปี 1425 โดนาเตลโลกับ Michelozzo สถาปนิกดังอีกคนร่วมกันสร้างหลุมฝังศพที่งามสง่าของบุคลลสำคัญหลายแห่งและผลงานของเขาก็กลายเป็นต้นแบบให้กับงานสร้างหลุมฝังศพบุคคลสำคัญในยุคต่อมา

ราวปี 1430 โดนาเตลโลสร้างผลงานชิ้นเอกคือรูปปั้น David ซึ่งกลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา David เป็นรูปหล่อสำริดท่ายืนแบบอิสระไม่มีการค้ำยันใดๆชิ้นแรกที่สร้างขึ้นในยุคเรอเนสซองส์ นอกจากฝีมืองานปั้นงานหล่อที่ทำออกมาอย่างสวยงามสมบูรณ์แบบแล้ว ผลงานชิ้นนี้ยังมีเสน่ห์ตรงท่าทางการยืนถือดาบเท้าสะเอวและจ้องมองไปที่ศีรษะของโกไลแอทที่ใต้อุ้งเท้าพร้อมกับรอยยิ้มอันลึกลับที่สื่ออารมณ์ได้สมจริง รวมทั้งการสวมหมวกและรองเท้าบูทที่เป็นเอกลักษณ์ หลังจากนั้นโดนาเตลโลยังสร้างผลงานไว้อีกมากมายในหลายสถานที่ เช่น งานรูปหล่อสำริด Equestrian Statue of Gattamelata เป็นอนุสาวรีย์ที่เมืองแพดัว, งานแกะสลักหินอ่อนชิ้นใหญ่ Cantoria ที่เมืองฟลอเรนซ์ และงานประติมากรรมแบบนูนต่ำ The Feast of Herod ที่เมืองเซียนา เป็นต้น โดนาเตลโลเสียชีวิตในปี 1466 ด้วยวัย 80 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของโดนาเตลโล

donatello-01David

 

donatello-02

Saint George

donatello-03

Saint Mark

donatello-04

Equestrian Statue of Gattamelata

donatello-05

Magdalene Penitent

donatello-06

St. John the Evangelist

donatello-07

Judith and Holofernes

donatello-08

Zuccone

donatello-09

The Feast of Herod

donatello-10

Cantoria

 

8. จีอัน โลเรนโซ แบร์นินี (Gian Lorenzo Bernini)gian-lorenzo-bernini-00

แบร์นินี เป็นประติมากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 17 และยังเป็นสถาปนิกผู้โดดเด่นอย่างยิ่งอีกด้วย เขาคือผู้สร้างและพัฒนางานประติมากรรมสไตล์บาโรก แบร์นินีเกิดเมื่อปี 1598 ที่เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี พ่อเป็นประติมากรมากฝีมือ เขาจึงเรียนศิลปะและงานแกะสลักหินอ่อนจากพ่อตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 8 ปีครอบครัวย้ายไปอยู่ที่กรุงโรมเนื่องจากพ่อได้รับงานชิ้นใหญ่ที่นั่น เขาจึงช่วยพ่อทำงานพร้อมกับฝึกฝนพัฒนาฝีมือและศึกษาผลงานของศิลปินยุคเรอเนสซองส์รวมทั้งงานของ Michelangelo ไปด้วย ด้วยวัยเพียง 20 ปีต้นๆเท่านั้นเขาก็สร้างผลงานยอดเยี่ยมออกมามากมาย ที่โดดเด่นเป็นพิเศษได้แก่รูปปั้นหินอ่อน Apollo and Daphne และ The Rape of Proserpina

ปี 1629 แบร์นินีได้รับการแต่งตั้งเป็นสถาปนิกของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ และเขาได้สร้างผลงานที่โดดเด่นในมหาวิหารนั่นคือ St. Peter’s Baldachin ซุ้มเหนือหลุมฝังศพเซนต์ปีเตอร์ทำด้วยสำริดออกแบบเป็นเสาเกลียว 4 เสาและหลังคาในสไตล์บาโรกสวยงามอย่างยิ่ง ผลงานด้านสถาปัตยกรรมของแบร์นินีก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน ที่โดดเด่นมากได้แก่งานสร้างจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ แบร์นินีได้ออกแบบแนวเสาระเบียงโค้ง St. Peter’s Colonnades เพิ่มความโอ่อ่าอลังการให้กับมหาวิหารอย่างมากจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ผลงานอีกอย่างหนึ่งที่สร้างชื่อให้กับเขาไม่น้อยคืองานออกแบบน้ำพุ เขาออกแบบสร้างน้ำพุในโรมไว้หลายแห่งซึ่งล้วนงดงามตระการตาโดยเฉพาะที่ Fountain of the Four Rivers

ปี 1665 แบร์นินีถูกเชิญตัวไปทำงานให้ราชสำนักฝรั่งเศสที่กรุงปารีส แต่ด้วยแนวคิดทางศิลปะที่แตกต่างกันมากเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จที่นั่น แต่ก็ยังทิ้งผลงานที่ยอดเยี่ยมไว้ชิ้นหนึ่งเป็นรูปปั้นครึ่งตัวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 Bust of Louis XIV แบร์นินีสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาตลอดการทำงานที่ยาวนานกว่า 60 ปีของเขา ช่วงบั้นปลายชีวิตเขาก็ยังมีผลงานประติมากรรมประดับหลุมฝังศพที่ยอดเยี่ยมได้แก่ Blessed Ludovica Albertoni และ Tomb of Pope Alexander แบร์นินีเสียชีวิตที่กรุงโรมในปี 1680 ในวัย 81 ปี ด้วยผลงานด้านประติมากรรมและสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเหนือใครเขาจึงถูกยกย่องเป็นไมเคิลแองเจโลแห่งศตวรรษที่ 17

10 ผลงานชิ้นเอกของจีอัน โลเรนโซ แบร์นินี

gian-lorenzo-bernini-01Apollo and Daphne

 

gian-lorenzo-bernini-02

Ecstasy of Saint Teresa

gian-lorenzo-bernini-03

The Rape of Proserpina

gian-lorenzo-bernini-04

David

gian-lorenzo-bernini-05

St. Peter’s Colonnade

gian-lorenzo-bernini-06

St. Peter’s Baldachin

gian-lorenzo-bernini-07

Tomb of Pope Alexander VII

gian-lorenzo-bernini-08

Fountain of the Four Rivers

gian-lorenzo-bernini-09

Blessed Ludovica Albertoni

gian-lorenzo-bernini-10

Bust of Louis XIV

 

9. อาร์เตมีเซีย เจนติเลสกิ (Artemisia Gentileschi)artemisia-gentileschi-00

เจนติเลสกิ เป็นจิตรกรผู้หญิงหนึ่งเดียวแห่งยุคบาโรกที่มีความสามารถและชื่อเสียงทัดเทียมกับจิตรกรชายชั้นนำในยุคเดียวกัน เธอเกิดในปี 1593 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นลูกของจิตรกรที่พอจะมีชื่อเสียงผู้ซึ่งได้รับอิทธิพลจากงานของ Caravaggio และสิ่งนั้นได้ถ่ายทอดต่อไปยังลูกสาวผู้เต็มไปด้วยพรสวรรค์ในการเขียนภาพ อายุแค่ 17 ปีเจนติเลสกิก็เริ่มสร้างความฮือฮาด้วยภาพเขียนแรกของเธอคือภาพ Susanna and the Elders ตามมาด้วยภาพ Danae แต่น่าเศร้าใจที่เธอถูกข่มขืนโดยอาจารย์ผู้สอนศิลปะของเธอเอง เมื่อเธอฟ้องศาลเธอยังถูกทรมานเพื่อป้องกันการแจ้งความเท็จ หลังจากชนะคดีเธอได้แต่งงานกับศิลปินผู้หนึ่งและย้ายไปอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์บ้านเกิดของสามีพร้อมกับสร้างผลงานจนมีชื่อเสียงโด่งดัง

เจนติเลสกิเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกของสถาบันศิลปะแห่งฟลอเรนซ์ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมและโดดเด่นจำนวนมากมาย โดยเฉพาะภาพ Judith Slaying Holofernes ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเธอ ภาพนี้ได้ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจนมากจนหลายคนคิดว่าเธอเขียนภาพนี้ด้วยพลังแห่งความแค้นที่มีต่ออาจารย์ผู้ข่มขืนเธอ ปี 1621 เจนติเลสกิกลับไปอยู่ที่กรุงโรมหลังจากมีปัญหากับสามีที่ใช้จ่ายเกินตัว และที่โรมเธอสร้างผลงานชั้นยอดอีกมากมายรวมทั้งภาพ Judith and Her Maidservant, ภาพ Venus and Cupid (Sleeping Venus) และภาพ Esther and Ahasuerus

ปี 1630 เจนติเลสกิย้ายไปอยู่ที่เมืองเนเปิลส์และอยู่ที่นั่นไปจนตลอดชีวิต เธอยังคงสร้างผลงานชั้นยอดต่อไปและยังได้เขียนภาพอีกแนวหนึ่งให้กับวิหารในเมืองอย่างเช่นภาพ The Birth of Saint John the Baptist ปี 1638 เจนติเลสกิไปทำงานให้กับราชสำนักอังกฤษที่กรุงลอนดอนร่วมกับพ่อและมีผลงานชิ้นเยี่ยมเป็นภาพเหมือนตัวเองคือภาพ Self-Portrait as the Allegory of Painting ซึ่งเป็นภาพที่ดูเหมือนจะบ่งบอกถึงพลังความสามารถของผู้หญิงผ่านทางการเป็นจิตรกร เธอกลับมาอยู่ที่เนเปิลส์ตอนเริ่มเกิดสงครามกลางเมืองอังกฤษในปี 1642 และเสียชีวิตตอนเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่พรากชีวิตศิลปินชาวเนเปิลส์ไปเกือบหมดเมื่อราวปี 1556

10 ผลงานชิ้นเอกของอาร์เตมีเซีย เจนติเลสกิ

artemisia-gentileschi-01Judith Slaying Holofernes

 

artemisia-gentileschi-02

Susanna and the Elders

artemisia-gentileschi-03

Venus and Cupid (Sleeping Venus)

artemisia-gentileschi-04

Danae

artemisia-gentileschi-05

Self-Portrait as the Allegory of Painting

artemisia-gentileschi-06

Esther and Ahasuerus

artemisia-gentileschi-07

Self-Portrait as Saint Catherine of Alexandria

artemisia-gentileschi-08

Judith and Her Maidservant

artemisia-gentileschi-09

Jael and Sisera

artemisia-gentileschi-10

The Birth of Saint John the Baptist

 

5. อันโตนิโอ คาโนวา (Antonio Canova)antonio-canova-00

อันโตนิโอ คาโนวา เป็นประติมากรชาวอิตาลีหนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนีโอคลาสสิกผู้มีผลงานประติมากรรมหินอ่อนที่ยอดเยี่ยมและมีชื่อเสียงอย่างยิ่ง คาโนวาเกิดเมื่อปี 1757 ที่เมือง Possagno สาธารณรัฐเวนิส เขาเติบโตในเหมืองหินของคุณตาซึ่งเป็นทั้งช่างตัดหินและประติมากรจึงสามารถแกะสลักหินอ่อนเป็นตั้งแต่ยังมีอายุไม่ถึง 10 ปี พออายุได้ 13 ปีเขาไปเป็นลูกศิษย์ของประติมากรมีชื่อเสียง Giuseppe Bernardi ที่เมืองเวนิสอยู่ 2 ปี จากนั้นเริ่มรับงานเองผลงานแรกเป็นรูปแกะสลักหินอ่อน 2 ชิ้น Orpheus และ Eurydice เสร็จในปี 1777 ซึ่ง Orpheus ได้รับการยกย่องมากและคาโนวาเริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงชนชั้นสูงของเมืองเวนิส อีก 2 ปีต่อมาเขาสร้างผลงาน Daedalus and Icarus ซึ่งได้รับการชื่นชอบมากเช่นกัน ก่อนที่เขาจะก้าวไปสู่เวทีใหญ่ที่กรุงโรมในปี 1780

ที่โรมคาโนวาใช้เวลาในการศึกษาผลงานของ Michelangelo และยังไปดูเมืองโบราณอีกหลายแห่ง ระหว่างปี 1783 -1787 เขาออกแบบและสร้างอนุสาวรีย์หลุมฝังศพพระสันตปาปา Clement XIV ต่อด้วยของพระสันตปาปา Clement XIII ซึ่งเสร็จในปี 1792 จากนั้นได้สร้างรูปแกะสลักหินอ่อน Psyche Revived by Cupid’s Kiss ซึ่งไม่เพียงได้รับการยกย่องเป็นประติมากรรมชิ้นเอกแห่งยุคนีโอคลาสสิก ยังถือเป็นพัฒนาการแห่งศิลปะแบบโรแมนติกอีกด้วย หลังจากนั้นไม่นานคาโนวาก็กลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของยุโรป มีลูกค้าเป็นบุคคลสำคัญและสมาชิกในราชวงศ์ต่างๆทั่วทั้งยุโรป รวมทั้งจักรพรรดินโปเลียนที่คาโนวาสร้างรูปปั้นชั้นยอดให้หลายชิ้น เช่น Venus Victrix และ Napoleon as Mars the Peacemaker

คาโนวาเดินทางไปอังกฤษหลายครั้งได้เยี่ยมชมประติมากรรมหินอ่อนเอลกิน (Elgin Marbles) รวมทั้งไปดูแลการติดตั้งผลงานชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่งคือ The Three Graces ก่อนจะกลับอิตาลีทำงานแกะสลักรูปปั้น Venus Italica ที่สร้างขึ้นทดแทนรูปปั้น Venus de’ Medici ซึ่งถูกนโปเลียนยึดครองไป ความโด่งดังของคาโนวาไปไกลถึงสหรัฐอเมริกาที่ได้จ้างเขาทำรูปปั้นของ George Washington ซึ่งถูกส่งถึงรัฐนอร์ทแคโรไลนาในปี 1821 แต่น่าเสียดายที่มันถูกทำลายจากไฟไหม้หลังจากจัดแสดงได้เพียง 10 ปี คาโนวาทุ่มเทเวลาให้กับการแกะสลักรูปปั้นแทบไม่หยุดหย่อน ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตยังได้สร้างผลงานชิ้นเยี่ยมให้กับราชวงศ์อังกฤษคือรูปปั้น Mars and Venus คาโนวาเสียชีวิตในปี 1822 ด้วยวัย 64 ปี เขาเป็นศิลปินที่สร้างงานศิลปะมาตลอดชีวิตและไม่เคยแต่งงาน

10 ผลงานชิ้นเอกของอันโตนิโอ คาโนวา

antonio-canova-01Psyche Revived by Cupid’s Kiss

 

antonio-canova-02

The Three Graces

antonio-canova-03

Venus Victrix

antonio-canova-04

Napoleon as Mars the Peacemaker

antonio-canova-05

Venus Italica

antonio-canova-06

Cupid and Psyche

antonio-canova-07

Daedalus and Icarus

antonio-canova-08

Mars and Venus

antonio-canova-09

Theseus and the Minotaur

antonio-canova-10

Orpheus

 

ข้อมูลและภาพจาก  ranker, timeout, wikipedia, britannica

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *