10 สุดยอดศิลปินเอก/จิตรกรเอกแห่งยุคเรอเนสซองส์กับ 10 ผลงานชิ้นเอก

ยุคเรอเนสซองส์ (Renaissance) หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในทวีปยุโรป เกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 14 – 16 เป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมยุคใหม่ มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทุกด้านทั้งวิทยาศาสตร์ ศิลปะ การเมืองและศาสนา คำว่า Renaissance แปลว่า เกิดใหม่หรือคืนชีพ ในทางศิลปะหมายถึงการนำเอาศิลปะกรีกและโรมันโบราณกลับมาศึกษาฟื้นฟูและพัฒนา โดยมุ่งความสนใจที่ความสวยงามในสรีระของมนุษย์ มิติของภาพ สีและแสงในงานประติมากรรมและจิตรกรรมให้สมจริง จนมีความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปะมากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีศิลปินผู้เต็มไปด้วยพรสวรรค์และความสามารถอันยิ่งใหญ่จำนวนมากช่วยกันสร้างผลงานศิลปะที่งดงามน่าทึ่งให้เราได้ชื่นชมด้วยความอิ่มเอมใจ

และต่อไปนี้คือ 10 สุดยอดศิลปินเอกแห่งยุคเรอเนสซองส์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดกับ 10 ผลงานชิ้นเอกของพวกเขา
 

1. เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci)Leonardo-da-Vinci-00

ดา วินชี เป็นศิลปินผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งยุคเรอเนสซองส์ เกิดที่หมู่บ้าน Vinci ใกล้เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อปี 1452 เขาเติบโตและเรียนศิลปะที่บ้านเกิดจนมีอายุได้ 20 ปีจึงได้เป็นศิลปินมืออาชีพอย่างเต็มตัว เริ่มมีผลงานที่ฉายแววความเป็นอัฉริยะด้านศิลปะด้วยภาพ Adoration of the Magi ก่อนที่จะออกจากฟลอเรนซ์ไปอยู่ที่เมืองมิลานในปี 1482 ดา วินชี ทำงานอยู่ที่มิลานนานถึง 17 ปี พร้อมกับสร้างผลงานชั้นยอดมากมาย รวมทั้ง The Last Supper, Virgin of the Rocks, Lady with an Ermine และ Vitruvian Man ที่เป็นหนึ่งในบรรดาภาพสเก็ตช์อันลือลั่นซึ่งเป็นความสามารถที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวยากจะมีใครเทียบได้

ปี 1503 ดา วินชี กลับมาอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์อีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้ได้สร้างผลงานภาพเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ‘Mona Lisa’ เขาใช้เวลาในการเขียนภาพสุดพิเศษนี้นานหลายปี ในปี 1515 ดา วินชี เดินทางไปกรุงปารีสเพื่อรับตำแหน่งจิตรกรเอกและวิศวกรของราชสำนักฝรั่งเศส พร้อมกับหิ้วภาพสุดรักสุดหวงที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ไปด้วย แล้วไม่ได้กลับมาที่อิตาลีอีกเลย

ดา วินชี เสียชีวิตในปี 1519 มีอายุรวม 67 ปี ทิ้งผลงานชั้นยอดไว้มากมายทั้งผลงานด้านศิลปะและด้านวิทยาศาสตร์ ดา วินชี ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รอบรู้ เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆเกือบทุกสาขา เป็นศิลปินเอก นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ ฯลฯ เขาคือ ‘บุรุษแห่งยุคเรอเนสซองส์’ อย่างแท้จริง

10 ผลงานชิ้นเอกของเลโอนาร์โด ดา วินชี

Leonardo-da-Vinci-00Mona Lisa

 

Leonardo-da-Vinci-02

The Last Supper

Leonardo-da-Vinci-03

Virgin of the Rocks

Leonardo-da-Vinci-04

Lady with an Ermine

Leonardo-da-Vinci-05

Portrait of Ginevra de’ Benci

Leonardo-da-Vinci-06

Madonna Litta

Leonardo-da-Vinci-07

The Adoration of the Magi

Leonardo-da-Vinci-08

St. John the Baptist

Leonardo-da-Vinci-09

Vitruvian Man

Leonardo-da-Vinci-10

Self-portrait in Red Chalk

 

2. ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo)Michelangelo-00

ไมเคิลแองเจโล เป็นทั้งจิตรกร ประติมากร และสถาปนิก เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรอเนสซองส์ทัดเทียมกับเลโอนาร์โด ดา วินชี เขาเกิดเมื่อปี 1475 ที่เมืองอาเรซโซ ประเทศอิตาลี แต่ไปเล่าเรียนและเติบโตที่เมืองฟลอเรนซ์ อายุ 15 ปีก็เริ่มมีผลงานด้านประติมากรรม ปี 1497 เดินทางไปทำงานที่กรุงโรม และเมื่ออายุ 24 ปี ไมเคิลแองเจโลได้สร้างงานประติมากรรมชิ้นสำคัญของโลกคือ Pietà

เขากลับมาที่ฟลอเรนซ์ในปี 1499 คราวนี้เขามีโอกาสทำงานชิ้นสำคัญที่ค้างเติ่งมาเกือบ 40 ปีคืองานแกะสลักรูปเดวิด (David) เขารับงานนี้ตอนอายุ 26 ปี ใช้เวลาราว 4 ปีจึงแล้วเสร็จและกลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ระหว่างเวลาช่วงนี้ไมเคิลแองเจโลยังได้สร้างผลงานอีกหลายชิ้น รวมทั้งภาพเขียน Doni Tondo และ Manchester Madonna

ปี 1505 ไมเคิลแองเจโลกลับมาที่โรมอีกครั้งเพื่อรับงานสร้างสุสานของพระสันตะปาปา Pope Julius II ซึ่งมีผลงานรูปแกะสลัก Moses และ Dying Slave รวมอยู่ด้วย และในระหว่างนี้เองเขาก็ได้สร้างผลงานสำคัญยิ่งใหญ่อีกชิ้นหนึ่งคือภาพเขียนบนเพดานโบสถ์น้อยซิสติน (Sistine Chapel Ceiling) บนพื้นที่กว่า 500 ตรม. ประกอบด้วยภาพกว่า 300 ภาพ และหนึ่งในนั้นเป็นภาพเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ The Creation of Adam

ไมเคิลแองเจโลกลับไปทำงานที่ฟลอเรนซ์อีก คราวนี้นานกว่า 20 ปีก่อนจะได้กลับมาที่โรม ปี 1534 เขาได้สร้างภาพเขียนชิ้นใหญ่บนผนังแท่นบูชาที่โบสถ์น้อยซิสตินคือภาพ The Last Judgement ที่ใช้เวลาทำถึง 8 ปี และในปี 1546 เขาได้รับงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายคือการออกแบบมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่มีโดมใหญ่เด่นสง่าเป็นสัญลักษณ์ เขาเสียชีวิตในปี 1564 ด้วยวัย 88 ปี ก่อนที่โดมจะสร้างเสร็จ

10 ผลงานชิ้นเอกของไมเคิลแองเจโล

Michelangelo-01David

 

Michelangelo-02

Pieta

Michelangelo-03

Madonna of Bruges

Michelangelo-04

Dying Slave

Michelangelo-05

Creation of Adam

Michelangelo-06

The Last Judgement

Michelangelo-07

Doni Tondo

Michelangelo-08

Manchester Madonna

Michelangelo-09

The Battle of Cascina

Michelangelo-10

Basilica of Saint Peter

 

3. ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli)Sandro-Botticelli-00

บอตติเชลลีเป็นศิลปินที่โดดเด่นในยุคเรอเนสซองส์ตอนต้น ก่อนหน้ายุคของดา วินชีและไมเคิลแองเจโล เขาเกิดในปี 1445 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ตอนเด็กฝึกเป็นช่างทอง พอเป็นวัยรุ่นจึงเปลี่ยนมาเป็นจิตรกร ผลงานส่วนใหญ่ทำให้กับตระกูลเมดิชีซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองฟลอเรนซ์ บอตติเชลลีมีชื่อเสียงรุ่งโรจน์อย่างยาวนานภายใต้การอุปถัมภ์ของตระกูลนี้ เคยเป็นคณะกรรมการพิจารณาที่ตั้งรูปแกะสลักเดวิดของไมเคิลแองเจโลร่วมกับดา วินชี แต่ในช่วงปั้นปลายชีวิตชื่อเสียงต้องตกต่ำด่างพร้อยตามผู้อุปภัมภ์ที่หมดอำนาจ เขาจึงไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร แต่ผลงานของเขามิได้ด้อยค่าลงยืนยงเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

ภาพเขียนของบอตติเชลลีเป็นสไตล์โบราณ แต่โดดเด่นที่ความอ่อนหวานประณีตงดงาม อย่างเช่น ภาพ The Birth of Venus และ Primavera ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากที่สุด ไปจนถึงภาพ Portrait of a Young Woman และ Madonna of the Book บอตติเชลลียังได้ร่วมสร้างภาพเฟรสโกที่ผนังของโบสถ์น้อยซิสตินเช่นเดียวกับศิลปินชั้นนำในยุคนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่งานที่เขาถนัดมากนักแต่ผลงานภาพ Trial of Moses ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

บอตติเชลลีหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Simonetta Vespucci แต่ไม่สมหวังเพราะเธอแต่งงานแล้ว หลายคนเชื่อว่าเธอคือนางแบบในภาพของบอตติเชลลีหลายภาพรวมทั้ง The Birth of Venus และ Portrait of a Young Woman ทั้งๆที่เธอเสียชีวิตไปก่อนที่เขาจะเขียนภาพเหล่านั้นหลายปี บอตติเชลลีเคยขอร้องไว้ว่าให้ฝังร่างของเขาไว้แทบเท้าของเธอ และความหวังของเขาก็เป็นจริงในอีก 34 ปีต่อมาเมื่อเขาเสียชีวิตในปี 1510

10 ผลงานชิ้นเอกของซานโดร บอตติเชลลี

Sandro-Botticelli-01The Birth of Venus

 

Sandro-Botticelli-02

Primavera

Sandro-Botticelli-03

Adoration of the Magi

Sandro-Botticelli-04

Madonna of the Magnificat

Sandro-Botticelli-05

Fortitude

Sandro-Botticelli-06

Mars and Venus

Sandro-Botticelli-07

Portrait of a young woman

Sandro-Botticelli-08

Trials of Moses

Sandro-Botticelli-09

Portrait of a Man with a Medal of Cosimo the Elder

Sandro-Botticelli-10

Madonna of the Book

 

4. ราฟาเอล (Raphael)raphael-00

ราฟาเอล เป็นจิตรกรและสถาปนิกผู้มีผลงานโดดเด่น เป็นหนึ่งในสามศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรอเนสซองส์ต่อจากเลโอนาร์โด ดา วินชีและไมเคิลแองเจโล เขาเกิดเมื่อปี 1483 ที่เมือง Urbino ประเทศอิตาลี เรียนศิลปะและฝึกฝนการเขียนภาพตั้งแต่เด็ก พออายุได้ 17 ปีก็เริ่มเป็นศิลปินมืออาชีพด้วยการตระเวนรับงานเขียนภาพให้กับโบสถ์ต่างๆในเมืองแถบบ้านเกิด เป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มีผลงานยอดเยี่ยมอย่างเช่นภาพ The Marriage of the Virgin จนเริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการตัวไปทำงาน

ปี 1504 ราฟาเอลย้ายไปปักหลักอยู่ที่เมืองฟลอเรนส์ ทำให้เขามีโอกาสได้ศึกษาผลงานของบรมครูอย่างเลโอนาร์โด ดา วินชีและคู่แข่งคนสำคัญในอนาคตคือไมเคิลแองเจโล รวมทั้งศิลปินดังอีกหลายคน ราฟาเอลซึมซับอิทธิพลของศิลปะแบบฟลอเรนส์แต่ยังคงรักษาสไตล์ของตัวเองเอาไว้ด้วย ผลงานของเขาเริ่มมีความซับซ้อนและมีชีวิตชีวามากขึ้น ผลงานเด่นในช่วงนี้คือภาพ Madonna and Child with Saint John the Baptist

ปลายปี 1508 ราฟาเอลเดินทางไปกรุงโรมและอยู่ที่นั่นไปตลอดชีวิต เขาได้ทำงานสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่พระราชวังวาติกัน ราฟาเอลเขียนภาพในห้องที่เรียกว่า “Raphael Rooms” เป็นภาพปูนเปียก (Fresco) ขนาดใหญ่หลายภาพ และหนึ่งในนั้นคือภาพ The School of Athens ซึ่งเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมทำให้ราฟาเอลได้รับมอบหมายให้เขียนภาพในวาติกันเพิ่มอีกจำนวนมาก และยังได้เป็นสถาปนิกในงานสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ด้วย เขาทำงานให้กับสำนักวาติกันนานถึง 12 ปี พร้อมกับสร้างผลงานชั้นยอดมากมายรวมทั้งภาพ Sistine Madonna และ Transfiguration

นอกจากภาพเขียนแนวศาสนาและตำนานแล้วราฟาเอลยังเขียนภาพเหมือนบุคคลได้ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน ผลงานภาพเหมือนของเขาหลายภาพได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในภาพเหมือนที่ดีที่สุดในยุคนั้น โดยเฉพาะภาพ La Fornarina, La Donna Velata (The woman with the veil) และ Portrait of Baldassare Castiglione ราฟาเอลเสียชีวิตในปี 1520 ด้วยวัยเพียง 37 ปี แม้ว่าเขามีช่วงเวลาทำงานไม่มากนักแต่ผลงานกลับยิ่งใหญ่และเป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้รับการยกย่องชื่นชมมากที่สุด

10 ผลงานชิ้นเอกของราฟาเอล

raphael-01The School of Athens

 

raphael-02

Sistine Madonna

raphael-03

Transfiguration

raphael-04

La Fornarina

raphael-05

Madonna and Child with Saint John the Baptist

raphael-06

La Donna Velata (The woman with the veil)

raphael-07

Disputation of the Holy Sacrament

raphael-08

The Marriage of the Virgin

raphael-09

Portrait of Baldassare Castiglione

raphael-10

The Triumph of Galatea

 

5. ยัน ฟัน ไอก์ (Jan van Eyck)jan-van-eyck-00

ยัน ฟัน ไอก์ เป็นศิลปินคนสำคัญและเป็นหนึ่งในผู้สร้างจิตรกรรมเนเธอร์แลนด์เริ่มแรกซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเริ่มต้นยุคเรอเนสซองส์ในอิตาลี เขาเป็นคนแรกๆที่ได้พัฒนาเทคนิคการเขียนภาพด้วยสีน้ำมันจนได้ผลงานที่ยอดเยี่ยม ยัน ฟัน ไอก์เกิดระหว่างปี 1380 – 1390 ที่เมือง Maaseik ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศเบลเยียม ปี 1422 – 1425 เขาเป็นจิตรกรของราชสำนักฮอลแลนด์ที่เมืองเฮก ต่อมาได้เป็นจิตรกรแห่งราชสำนักเบอร์กันดีอีกหลายปี จนถึงปี 1429 จึงย้ายไปอยู่ที่เมืองบรูชซึ่งเป็นเมืองหลวงของเขตเฟลมิชของประเทศเบลเยียมและอยู่ที่นั่นไปตลอดชีวิต

ผลงานชิ้นสำคัญของยัน ฟัน ไอก์คือฉากประดับแท่นบูชาเกนต์ (Ghent Altarpiece) ที่เป็นบานพับภาพขนาด 3.4 x 4.6 เมตร ประกอบด้วยภาพ 12 ภาพซึ่ง Hubert van Eyck ผู้เป็นพี่ชายของเขาเป็นผู้ออกแบบและวางโครงสร้างทั้งหมดของภาพแต่ต้องมาเสียชีวิตในปี 1426 ฟัน ไอก์ ผู้น้องจึงรับหน้าที่เป็นผู้เขียนภาพจนเสร็จหลังการเสียชีวิตของพี่ชาย 6 ปี แต่ละภาพของฉากประดับแท่นบูชาเกนต์ล้วนสวยงามน่าประทับใจ โดยเฉพาะ 3 ภาพตรงกลางแถวบนที่เป็นภาพของพระเยซู พระแม่มารี และนักบุญจอห์นนั้นเป็นภาพที่งดงามวิจิตรอย่างมาก นอกจากนี้ยัน ฟัน ไอก์ยังมีผลงานภาพเขียนแนวศาสนาที่ยอดเยี่ยมอีกมากมาย ที่โดดเด่นได้แก่ภาพ The Annunciation และ Madonna of Chancellor Rolin

ช่วงเวลาหลังจากเสร็จงานเขียนภาพฉากประดับแท่นบูชาเกนต์ถือเป็นช่วงสูงสุดในชีวิตการเป็นจิตรกรของยัน ฟัน ไอก์ เพราะเป็นช่วงที่เขาสร้างผลงานชั้นยอดออกมาอย่างต่อเนื่องมากมาย หนึ่งในนั้นคือภาพ The Arnolfini Portrait ซึ่งเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ภาพนี้ถูกเขียนออกมาอย่างสวยงามมีมิติน่าประทับใจ ได้รับการยกย่องให้เป็นภาพต้นแบบและมีความซับซ้อนมากที่สุดภาพหนึ่งของจิตรกรรมตะวันตก ยัน ฟัน ไอก์ยังเป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่เขียนภาพเหมือนบุคคลได้อย่างยอดเยี่ยม ภาพ Man in a Red Turban, Portrait of a Man with a Blue Chaperon รวมทั้ง Portrait of Jan de Leeuw และอีกหลายภาพได้ยืนยันความสำเร็จในด้านนี้ของเขาได้เป็นอย่างดี ยัน ฟัน ไอก์เสียชีวิตในปี 1441 ที่เมืองบรูช

10 ผลงานชิ้นเอกของยัน ฟัน ไอก์

jan-van-eyck-01The Arnolfini Portrait

 

jan-van-eyck-02

The Ghent Altarpiece

jan-van-eyck-03

The Annunciation

jan-van-eyck-04

Madonna of Chancellor Rolin

jan-van-eyck-05

Man in a Red Turban

jan-van-eyck-06

Madonna and Child with Canon Joris van der Paele

jan-van-eyck-07

Portrait of a Man with a Blue Chaperon

jan-van-eyck-08

Portrait of Jan de Leeuw

jan-van-eyck-09

The Lucca Madonna

jan-van-eyck-10

Portrait of Margaret van Eyck

 

6. ทิเชียน (Titian)titian-00

ทิเชียนเป็นจิตรกรคนสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 16 ของเมืองเวนิส เขาได้รับการยกย่องในฐานะจิตรกรชั้นยอดตั้งแต่อายุยังน้อยและคงชื่อเสียงระดับสูงสุดไว้ตลอดชีวิตที่ยืนยาว ทิเชียนเกิดราวปี 1488 – 1490 เรียนการเขียนภาพกับศิลปินดังแห่งเมืองเวนิสตั้งแต่อายุ 10 ปี แล้วทำงานเป็นผู้ช่วยของจิตรกรอื่นระยะหนึ่งก่อนที่จะออกมารับงานเองพร้อมกับการพัฒนาสไตล์การเขียนภาพเป็นของตัวเอง ทิเชียนเป็นจิตรกรที่ครบเครื่องมากเขียนภาพได้ดีทุกแนวทั้งภาพเหมือน ภาพภูมิทัศน์ ภาพแนวศาสนา รวมทั้งเรื่องจากตำนาน และมีการพัฒนาเทคนิคและสไตล์การเขียนภาพอยู่ตลอด ภาพ A Man with a Quilted Sleeve เป็นผลงานภาพเหมือนช่วงแรกๆของอาชีพที่ได้รับการยกย่องมาก ทิเชียนเขียนภาพเหมือนชั้นยอดอีกมากมายหลายสิบภาพตลอดช่วงเวลาอีกหลายสิบปีต่อมา เช่น ภาพ Pope Paul III and His Grandsons และ Self-Portrait (1567) เป็นต้น

ระหว่างปี 1516 – 1518 ทิเชียนใช้เวลาราว 2 ปี เขียนภาพแนวศาสนาเป็นภาพหลังแท่นบูชาขนาดใหญ่ชื่อ Assumption of the Virgin บนผนังโบสถ์ในเมืองเวนิส นี่คือผลงานชิ้นเอกที่ส่งให้เขากลายเป็นจิตรกรชั้นนำ ทิเชียนประสบความสำเร็จกับการเขียนภาพแนวนี้อย่างต่อเนื่อง มีผลงานที่โดดเด่นอีกจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือภาพ Pesaro Madonna แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับทิเชียนมากที่สุดน่าจะเป็นภาพในแนวเรื่องจากตำนานซึ่งเขามีผลงานชิ้นเยี่ยมช่วงแรกด้วยภาพ Sacred and Profane Love ตามมาด้วยภาพ Bacchus and Ariadne ช่วงต้นทศวรรษ 1530 ทิเชียนเริ่มเขียนภาพเปลือยของเทพธิดาวีนัสในท่าเอนตัวนอนอันเป็นที่มาของภาพ Venus of Urbino ซึ่งเสร็จในปี 1538 และได้กลายเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา และตามมาด้วยภาพเขียนแนวนี้อีกหลายภาพซึ่งล้วนงดงามยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน อย่างเช่นภาพ Danaë with Nursemaid ที่เขียนในปี 1554

ทิเชียนสร้างผลงานเป็นเวลายาวนานกว่า 60 ปี เขาเสียชีวิตด้วยกาฬโรคที่ระบาดในเวนิสในปี 1576 ด้วยวัยกว่า 90 ปี ผลงานในช่วงท้ายตอนอายุมากก็ยังคงยอดเยี่ยมเช่นเดิม ภาพ Allegory of Prudence ที่เขียนเสร็จในปี 1570 ไม่เพียงแต่แสดงถึงฝีมือที่ไม่เคยตกเลย ยังแสดงถึงความก้าวหน้าทั้งด้านเทคนิคและการนำเสนอเรื่องราวที่คมคายลึกซึ้งมากขึ้นอีก ว่ากันว่าหากทิเชียนเสียชีวิตไปตอนอายุ 40 ปีเขาก็ยังเป็นจิตรกรชั้นยอดในสมัยนั้น แต่เขาอยู่ทำงานต่อเนื่องอีก 50 ปีและยังพัฒนาฝีมืออยู่เสมอ เขาจึงเป็นสุดยอดศิลปินแห่งยุค เป็นบรมครูที่สร้างแรงบันดาลใจและมีอิทธิพลต่อศิลปินชั้นนำรุ่นต่อมาอีกมากมายหลายรุ่น

10 ผลงานชิ้นเอกของทิเชียน

titian-01Venus of Urbino

 

titian-04

Bacchus and Ariadne

titian-03

Sacred and Profane Love

titian-05

Danaë with Nursemaid

titian-06

Pope Paul III and His Grandsons

titian-07

A Man with a Quilted Sleeve

titian-02

Assumption of the Virgin

titian-08

Allegory of Prudence

titian-09

Self-Portrait (1567)

titian-10

Pesaro Madonna

 


7. เอล เกรโก (El Greco)
el-greco-00

เอลเกรโก เป็นจิตรกร ประติมากร และสถาปนิกแห่งยุคเรอเนซองซ์คนสำคัญของประเทศสเปน เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสมัยของเขาจวบจนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลากว่า 500 ปีมาแล้ว เนื่องจากว่าเขามีสไตล์การเขียนภาพที่แปลกแตกต่างและล้ำสมัยกว่ายุคของตัวเอง แต่โดดเด่นในเรื่องการใช้สีและการแสดงอารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากในศตวรรษที่ 20 จนได้รับการยกย่องเป็นต้นแบบของลัทธิแสดงพลังอารมณ์ (Expressionism) และศิลปะแบบคิวบิส (Cubism) เอลเกรโกเป็นชาวกรีกเกิดเมื่อปี 1541บนเกาะ Crete ที่ตอนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเวนิส เขาเติบโตและเรียนศิลปะไบเซนไทน์ที่บ้านเกิดจนมีฝีมือเข้าขั้นมืออาชีพจึงเดินทางไปเมืองเวนิสตอนอายุ 26 ปี ผลงานชิ้นเยี่ยมก่อนออกจากบ้านเกิดคือภาพ Dormition of the Virgin

เอลเกรโกอยู่ที่เมืองเวนิสราว 3 ปีได้ศึกษาศิลปะเรอเนซองซ์ รวมถึงทำงานในสตูดิโอของ Titian ศิลปินใหญ่แห่งยุคอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่กรุงโรม เอลเกรโกทำงานอยู่ที่โรมราว 6 ปีแต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีความคิดเห็นด้านศิลปะที่แตกต่างกับคนร่วมสมัยและมีบุคลิกที่แข็งกร้าวจึงเกิดความขัดแย้งกับชาวโรมจำนวนมาก ปี 1577 เอลเกรโกย้ายไปอยู่ที่เมืองโตเลโดในภาคกลางของประเทศสเปนซึ่งเป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางด้านศาสนา และที่โตเลโดนี่เองที่เขาสร้างผลงานชั้นยอดมากมายและอยู่อาศัยไปตลอดชีวิตจนกลายเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของสเปน

ผลงานชิ้นเอกของเอลเกรโกเกือบทั้งหมดเขียนบนแผ่นดินสเปนซึ่งมีในหลากหลายแนว มีทั้งภาพเหมือนที่งดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ภาพ The Nobleman with his Hand on his Chest และ Lady in a Fur Wrap ที่เขียนในปีแรกๆของการอยู่ในสเปน ภาพทิวทัศน์ที่โดดเด่นมากๆได้แก่ภาพ View of Toledo ภาพที่เป็นเรื่องจากตำนานอย่างเช่นภาพ Laocoön ก็มีความพิเศษไม่เหมือนใคร ส่วนผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาเป็นภาพขนาดใหญ่ที่เขียนให้กับโบสถ์ที่เมืองโตเลโดคือภาพ The Burial of the Count of Orgaz ซึ่งเป็นภาพที่งดงามอย่างยิ่ง ได้รับการยกย่องเป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะตะวันตก นอกจากงานเขียนภาพแล้วเอลเกรโกยังมีผลงานด้านประติมากรรมและสถาปัตยกรรมอีกด้วย เอลเกรโกเสียชีวิตในปี 1614 ด้วยวัย 73 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของเอลเกรโก

el-greco-01The Burial of the Count of Orgaz

 

el-greco-02

View of Toledo

el-greco-03

The Disrobing of Christ

el-greco-04

Opening of the Fifth Seal

el-greco-05

The Nobleman with his Hand on his Chest

el-greco-06

Laocoön

el-greco-07

The Adoration of the Shepherds

el-greco-08

Lady in a Fur Wrap

el-greco-09

The Holy Trinity

el-greco-10

Dormition of the Virgin

 


8. โดนาเตลโล (Donatello)
donatello-00

โดนาเตลโล เป็นสุดยอดประติมากรแห่งยุคเรอเนสซองส์ผู้เชี่ยวชาญในงานประติมากรรมด้วยวัสดุเกือบทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหินอ่อนและสำริด เขาเกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อราวปี 1386 โดนาเตลโลเริ่มเรียนศิลปะกับช่างทองในท้องถิ่น แล้วไปฝึกงานกับช่างโลหะและประติมากรคนหนึ่งของเมืองฟลอเรนซ์ ได้รู้จักกับ Filippo Brunelleschi ที่ภายหลังเป็นสถาปนิกและวิศวกรผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของอิตาลี ราวปี 1404 – 1407 ทั้งสองคนร่วมกันไปขุดค้นซากปรักหักพังของกรุงโรมยุคโบราณเพื่อศึกษาศิลปะคลาสสิกจนถูกเรียกเป็นพวกนักล่าสมบัติ ความรู้และประสบการณ์ที่เขาได้รับในคราวนั้นมีส่วนสำคัญในการพลิกโฉมหน้าของศิลปะอิตาลีในศตวรรษที่ 15 และเขายังได้รับอิทธิพลด้านศิลปะโกธิคจาก Brunelleschi อีกด้วย

ปี 1408 โดนาเตลโลเริ่มสร้างผลงานที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเดิมด้วยงานสร้างรูปปั้นแกะสลักหินอ่อนสไตล์โกธิค หลังจากนั้น 3 ปีเขาก็เริ่มสร้างผลงานชิ้นเยี่ยม Saint Mark เป็นรูปแกะสลักหินอ่อนเช่นกัน ตามมาด้วยรูปหินอ่อน St. John the Evangelist ในปี 1415 ซึ่งเริ่มเปลี่ยนสไตล์จากโกธิคเป็นใช้เทคนิคแบบโบราณ โดนาเตลโลเริ่มมีชื่อเสียงเลื่องลือในฐานะประติมากรผู้มีเทคนิคใหม่ๆและสร้างสรรค์ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านการแสดงอารมณ์บนใบหน้าและท่าทางของร่างกายที่งดงาม ราวปี 1425 โดนาเตลโลกับ Michelozzo สถาปนิกดังอีกคนร่วมกันสร้างหลุมฝังศพที่งามสง่าของบุคลลสำคัญหลายแห่งและผลงานของเขาก็กลายเป็นต้นแบบให้กับงานสร้างหลุมฝังศพบุคคลสำคัญในยุคต่อมา

ราวปี 1430 โดนาเตลโลสร้างผลงานชิ้นเอกคือรูปปั้น David ซึ่งกลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา David เป็นรูปหล่อสำริดท่ายืนแบบอิสระไม่มีการค้ำยันใดๆชิ้นแรกที่สร้างขึ้นในยุคเรอเนสซองส์ นอกจากฝีมืองานปั้นงานหล่อที่ทำออกมาอย่างสวยงามสมบูรณ์แบบแล้ว ผลงานชิ้นนี้ยังมีเสน่ห์ตรงท่าทางการยืนถือดาบเท้าสะเอวและจ้องมองไปที่ศีรษะของโกไลแอทที่ใต้อุ้งเท้าพร้อมกับรอยยิ้มอันลึกลับที่สื่ออารมณ์ได้สมจริง รวมทั้งการสวมหมวกและรองเท้าบูทที่เป็นเอกลักษณ์ หลังจากนั้นโดนาเตลโลยังสร้างผลงานไว้อีกมากมายในหลายสถานที่ เช่น งานรูปหล่อสำริด Equestrian Statue of Gattamelata เป็นอนุสาวรีย์ที่เมืองแพดัว, งานแกะสลักหินอ่อนชิ้นใหญ่ Cantoria ที่เมืองฟลอเรนซ์ และงานประติมากรรมแบบนูนต่ำ The Feast of Herod ที่เมืองเซียนา เป็นต้น โดนาเตลโลเสียชีวิตในปี 1466 ด้วยวัย 80 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของโดนาเตลโล

donatello-01David

 

donatello-02

Saint George

donatello-03

Saint Mark

donatello-04

Equestrian Statue of Gattamelata

donatello-05

Magdalene Penitent

donatello-06

St. John the Evangelist

donatello-07

Judith and Holofernes

donatello-08

Zuccone

donatello-09

The Feast of Herod

donatello-10

Cantoria

 


9. อัลเบร็ชท์ ดือเรอร์ (Albrecht Dürer)
albrecht-dürer-00

ดือเรอร์ เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมันในยุคเรอเนสซองส์ เป็นจิตรกรและช่างภาพพิมพ์ผู้มีผลงานยอดเยี่ยมในหลายสาขาทั้งภาพเขียนสีน้ำมัน ภาพวาดลายเส้น และภาพพิมพ์ เขาเกิดเมื่อปี 1471 ที่เมืองนูเร็มเบิร์ก (Nuremberg) ฝึกฝนการเป็นช่างทองและการวาดภาพจากผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นช่างทองเลื่องชื่อ อายุ 15 ปีไปเป็นลูกศิษย์ของศิลปินชั้นนำของเมืองบ้านเกิด หลังเรียนจบในปี 1490 เขาตระเวนศึกษาหาประสบการณ์ด้านการเขียนภาพและการแกะสลักตามเมืองต่างๆในเยอรมันและไปถึงอิตาลี แล้วจึงกลับมาเปิดสตูดิโอเป็นศิลปินอาชีพในปี 1495 ด้วยวัย 23 ปีและประสบความสำเร็จอย่างมากกับงานแกะสลักและภาพพิมพ์ มีผลงานที่มีชื่อเสียงมากมายหลายชุด งานแกะสลักชิ้นเยี่ยมที่ได้รับการยกย่องมากได้แก่ภาพ Melencolia I และ Adam and Eve

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับดือเรอร์อีกอย่างคือการเขียนภาพเหมือนบุคคล เขาเขียนภาพเหมือนตัวเอง (Self-Portrait) ตั้งแต่อายุ 13 ปี ภาพเหมือนตัวเองที่เขียนในปี 1500 ด้วยสีน้ำมันตอนอายุ 28 ปีเป็นผลงานขั้นสุดยอดที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องมากที่สุด ภาพเขียนบุคคลอื่นก็มีผลงานชิ้นเยี่ยมอยู่หลายภาพ ดือเรอร์เป็นผู้ที่เขียนภาพสัตว์ได้ดีมากเช่นกัน ภาพ Young Hare ใครเห็นเป็นต้องทึ่งแทบไม่อยากเชื่อว่านั่นเป็นภาพเขียนเพราะเหมือนจริงมาก นอกจากนี้เขายังมีผลงานภาพวาดลายเส้น (Drawing) ที่ยอดเยี่ยมอีกมากมายที่โด่งดังมากได้แก่ภาพ Praying Hands ที่ใช้แค่ปากกาและหมึกเขียนออกมาได้สวยงามยิ่งและยังมีเบื้องหลังที่มาของภาพอันน่าตื้นตันใจอีกด้วย

การไปศึกษางานศิลปะที่อิตาลีถึงสองครั้งทำให้ดือเรอร์ได้รับอิทธิพลทั้งในแง่เทคนิคและสไตล์ของศิลปะเรอเนสซองส์ในอิตาลีต่องานของเขาเอง สิ่งนี้แสดงให้เห็นทั้งในงานภาพเขียนและงานแกะสลักภาพพิมพ์ ภาพเขียนในแนวศาสนาของดือเรอร์มีความงดงามเช่นเดียวกับงานของศิลปินดังที่อิตาลี ผลงานที่โดดเด่นในแนวนี้ได้แก่ภาพ Feast of Rose Garlands และ Adoration of the Magi นอกเหนือจากผลงานศิลปะทั้งภาพเขียน ภาพวาด ภาพแกะสลัก และภาพพิมพ์จำนวนหลายร้อยภาพแล้ว ดือเรอร์ยังมีผลงานด้านคณิตศาสตร์อีกด้วย เขาคือผู้เขียนหนังสือตำราคณิตศาสตร์สำหรับผู้ใหญ่เล่มแรกในเยอรมันชื่อ The Four Books on Measurement ดือเรอร์เสียชีวิตเมื่อปี 1528 ในวัย 56 ปีทิ้งผลงานที่ยอดเยี่ยมและทรัพย์สมบัติเอาไว้จำนวนมาก

10 ผลงานชิ้นเอกของอัลเบร็ชท์ ดือเรอร์

albrecht-dürer-01Self-Portrait (1500)

 

albrecht-dürer-02

Self-Portrait (1498)

albrecht-dürer-03

Young Hare

albrecht-dürer-04

Praying Hands

albrecht-dürer-05

Melencolia I

albrecht-dürer-06

Adam and Eve

albrecht-dürer-07

Saint Jerome in His Study

albrecht-dürer-08

Feast of Rose Garlands

albrecht-dürer-09

Adoration of the Magi

albrecht-dürer-10

Great Piece of Turf

 


10. ปีเตอร์ เบรอเคิล (Pieter Bruegel the Elder)
pieter-bruegel-00

เบรอเคิล (ผู้พ่อ) เป็นศิลปินคนสำคัญที่สุดของดัตช์และเฟลมิช (เบลเยียม) ในยุคเรอเนสซองส์ เขาเป็นทั้งจิตรกรและช่างภาพพิมพ์ ผลงานภาพเขียนในแนวภาพทิวทัศน์และวิถีชีวิตแบบชาวชนบทของเขาโดดเด่นมาก งานเบรอเคิลมีอิทธิพลต่อการเข้าสู่ยุคทองแห่งจิตรกรรมของเนเธอร์แลนด์ ทั้งลูกและหลานของเขาต่างเป็นจิตรกรชื่อดังในสไตล์ที่แตกต่างกันจนถึงศตวรรษที่ 18 เบรอเคิลเกิดในราวปี 1525 – 1530 ที่เมือง Breda ทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ เรียนศิลปะที่เมือง Antwerp นาน 5 ปี จากนั้นเดินทางไปอิตาลีเพื่อศึกษาและหาประสบการณ์เพิ่มเติม กลับมาที่ Antwerp ราวปี 1555 และเริ่มทำงานออกแบบและวาดภาพร่างสำหรับแกะสลักทำภาพพิมพ์ให้กับ Hieronymus Cock ภาพพิมพ์จากฝีมือการออกแบบและวาดภาพของเขาได้รับความนิยม Cock ขายภาพพิมพ์จากผลงานของเบรอเคิลไปทั่วยุโรปจำนวนหลายพันภาพ

ต่อมาเบรอเคิลหันมาสนใจสร้างผลงานภาพเขียนอย่างจริงจัง เขาเป็นคนแรกๆที่เลือกเขียนภาพทิวทัศน์และวิถีชีวิตคนแทนที่จะยึดติดอยู่กับการเขียนภาพเทพเจ้าหรือแนวความเชื่อทางศาสนา เริ่มมีผลงานที่โดดเด่นจากภาพ Netherlandish Proverbs ที่เสนอเรื่องราวตามสุภาษิตของชาวเนเธอร์แลนด์ ตามมาด้วยภาพทิวทัศน์ที่งดงามยิ่งในภาพ Landscape with the Fall of Icarus ที่เขียนจากตำนานซึ่งเป็นภาพเดียวที่เขาเขียนเกี่ยวกับเทพเจ้า ปี 1562 เบรอเคิลเขียนภาพที่น่าประทับใจยิ่งชื่อภาพ The Triumph of Death นำเสนอภาพมนุษยชาติถูกโจมตีโดยกองทัพแห่งความตาย สะท้อนความกลัวการมาถึงของวันสิ้นสุดของโลกได้อย่างน่าสนใจ

ปี 1563 เบรอเคิลแต่งงานและย้ายไปอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์อย่างถาวรตลอดชีวิต พร้อมกับสร้างผลงานชั้นยอดมากมาย อย่างเช่นภาพ The Tower of Babel ที่เขียนจากเรื่องในคัมภีร์ไบเบิล ผลงานภาพเขียนในช่วงปั้นปลายของชีวิตที่เสนอภาพทิวทัศน์ตามฤดูกาลพร้อมกับวิถีชีวิตของผู้คนหลายภาพมีความสวยงามและโดดเด่นมาก เช่น ภาพ The Hunters in the Snow และภาพ The Harvesters เป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่ศิลปินผู้โดดเด่นคนนี้ไม่มีโอกาสและเวลาที่ยาวนานในการสร้างผลงานเท่ากับศิลปินดังอีกหลายคน มิฉะนั้นเราอาจได้ชมผลงานที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่านี้ เบรอเคิลเสียชีวิตในช่วงสูงสุดของชีวิตการศิลปินเมื่อปี 1569 ด้วยวัยราว 40 ปีต้นๆเท่านั้น

10 ผลงานชิ้นเอกของอัลเบร็ชท์ ดือเรอร์

pieter-bruegel-01The Hunters in the Snow

 

pieter-bruegel-02

The Tower of Babel

pieter-bruegel-03

Landscape with the Fall of Icarus

pieter-bruegel-04

The Harvesters

pieter-bruegel-05

The Peasant Wedding

pieter-bruegel-06

Netherlandish Proverbs

pieter-bruegel-07

The Wedding Dance

pieter-bruegel-08

Census at Bethlehem

pieter-bruegel-09

The Triumph of Death

pieter-bruegel-10

Winter Landscape with Skaters and Bird Trap

 

ข้อมูลและภาพจาก  ranker, timeout, wikipedia, biography

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *