10 สุดยอดศิลปินเอก/จิตรกรเอกแห่งยุคบาโรกกับ 10 ผลงานชิ้นเอก

ยุคบาโรก (Baroque) เริ่มตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 ถึงปลายศตวรรษที่ 18 เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางของศิลปะในทวีปยุโรปจากยุคเรอเนสซองส์ตอนปลายที่ลัทธิจริตนิยม (Mannerism) กำลังทรงอิทธิพล ยุคบาโรกรุ่งเรืองขึ้นมาด้วยการสนับสนุนจากคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่ต้องการใช้ศิลปะสื่อสารเรื่องศาสนาให้เข้าถึงผู้คนทุกชนชั้น ศิลปะแบบบาโรกจะเน้นสร้างความประทับใจด้วยเรื่องราวที่สะเทือนอารมณ์ ลักษณะหน้าตาและท่วงท่าของร่างกายที่บ่งบอกความรู้สึกที่ชัดเจน มีการใช้แสงและเงาตัดกันขับเน้นอารมณ์และบรรยากาศที่สมจริง คำว่า Baroque มาจากภาษาโปรตุเกสโบราณที่ใช้เรียกไข่มุกที่มีรูปร่างผิดปกติ ศิลปินยุคบาโรกได้สร้างผลงานที่แปลกใหม่ผิดแผกไปกว่าเดิม เพิ่มเติมความเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวาเข้าถึงและสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกได้มากกว่า ในยุคบาโรกปรากฏอัจฉริยะศิลปินมากมายพร้อมกับผลงานที่ยอดเยี่ยมสุดอลังการ

และต่อไปนี้คือ 10 ศิลปินเอกแห่งยุคบาโรกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดกับ 10 ผลงานชิ้นเอกของพวกเขา

1. แรมบรันต์ (Rembrandt)Rembrandt-00

แรมบรันต์เป็นทั้งจิตรกร ช่างพิมพ์ และช่างเขียนแบบ เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ศิลปะ ผลงานของเขามีส่วนทำให้เนเธอร์แลนด์เข้าสู่ยุคทองที่รุ่งเรืองสุดขีดในช่วงศตวรรษที่ 17 แรมบรันต์ศึกษาและเรียนศิลปะที่บ้านเกิดจนอายุได้ 19 ปี จึงไปเรียนศิลปะที่อัมสเตอร์ดัมช่วงสั้นๆกับศิลปินดังยุคนั้น แล้วกลับมาทำงานเป็นศิลปินที่บ้านเกิด เขามีชื่อเสียงตั้งแต่วัยเยาว์ มีลูกศิษย์คนแรกที่ต่อมาเป็นศิลปินดังเช่นกันตั้งแต่อายุ 22 ปี

ปี 1632 แรมบรันต์ย้ายไปปักหลักอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม แต่งงานและมีสตูดิโอของตัวเอง สร้างผลงานชั้นยอดมากมายที่นี่ เช่น The Anatomy Lesson of Dr. Nicolaes Tulp, Danaë และ The Night Watch ที่เป็นผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขา

ผลงานของแรมบรันต์มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องแสงและเงา ที่ทำให้ภาพสวยงามดูมีมิติ สามารถบอกระยะตื้นลึกของภาพได้เสมือนจริง เป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์และนักศิลปศาสตร์จนนำชื่อของเขามาใช้เป็นหนึ่งในประเภทของการจัดแสงถ่ายภาพคือ Rembrandt Lighting

แม้ว่าแรมบรันต์จะประสบความสำเร็จในการเป็นศิลปิน คุณครู และผู้แทนจำหน่ายงานศิลปะ แต่ด้วยการใช้ชีวิตที่โอ่อ่าอวดรวยจึงทำให้เขากลายเป็นบุคคลล้มละลายในปี 1656 ทรัพย์สมบัติของเขารวมถึงของสะสมที่เป็นงานศิลปะและวัตถุโบราณถูกนำออกประมูลขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ กระนั้นก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบกับการทำงานเลย เขายังคงสร้างผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตในปี 1669

10 ผลงานชิ้นเอกของแรมบรันต์

Rembrandt-01The Night Watch

 

Rembrandt-02

The Anatomy Lesson of Dr. Nicolaes Tulp

Rembrandt-03

Danaë

Rembrandt-04

The Jewish Bride

Rembrandt-05

Bathsheba at Her Bath

Rembrandt-06

Belshazzar’s Feast

Rembrandt-07

Self-Portrait with Two Circles

Rembrandt-08

Flora

Rembrandt-09

Woman Bathing in a Stream

Rembrandt-10

Syndics of the Drapers’ Guild

 

2. โยฮัน เฟอร์เมร์ (Johan Vermeer)Johan-Vermeer-00

เฟอร์เมร์ เป็นชาวดัตช์ เกิดเมื่อปี 1632 ที่เมืองเดลฟท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขาแต่งงานมีครอบครัวและอาศัยอยู่ที่เมืองเดลฟท์ตลอดชีวิต ไม่มีใครรู้เรื่องราวของเขามากนัก รู้เพียงว่าเขาทุ่มเทให้กับการเขียนภาพ เขาทำงานอย่างช้าๆด้วยความประณีต ประกอบกับเสียชีวิตไปด้วยวัยเพียง 43 ปี จึงมีผลงานค่อนข้างน้อย

เฟอร์เมร์ถูกลืมไปเกือบสองร้อยปีเนื่องจากผลงานของเขาถูกคิดว่าเป็นผลงานของคนอื่น จนกระทั่งในปี 1866 มีงานวิจัยของ Thoré-Bürger ที่เป็นนักวิจารณ์งานศิลปะได้ระบุว่ามีชิ้นงานกว่า 70 ภาพเป็นผลงานของเฟอร์เมร์ (ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานของเฟอร์เมร์ 34 ภาพ) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อเสียงของเฟอร์เมร์ก็เริ่มโด่งดังขึ้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นจิตรกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในสมัยยุคทองของเนเธอร์แลนด์ ทัดเทียมกับแรมบรันต์

ผลงานของเฟอร์เมร์มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องการจัดแสง ภาพเขียนของเฟอร์เมร์ได้รับการยกย่องว่าเหมือนจริงที่สุด เหมือนกับภาพถ่ายมากที่สุด ซึ่งมาจากความประณีตในการเขียนภาพและเทคนิคการจัดแสงที่ยอดเยี่ยมของเขา จนช่างภาพในยุคหลังนิยมเอาเทคนิคการจัดแสงของเขามาใช้ในการถ่ายภาพ อย่างเช่นภาพ Girl With A Pearl Earring ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในผลงานของเขา สาวน้อยในภาพเหลียวหลังกลับมาในจังหวะที่แสงสาดมาตกกระทบทำมุมพอดีกับฉากหลังที่เป็นสีมืดทึบ ทำให้เธอโดดเด่นเป็นที่ชื่นชอบลุ่มหลงของผู้คนทั่วโลก

10 ผลงานชิ้นเอกของโยฮัน เฟอร์เมร์

Johan-Vermeer-01Girl with a Pearl Earring

 

Johan-Vermeer-02

The Art of Painting

Johan-Vermeer-03

The Little Street

Johan-Vermeer-04

The Milkmaid

Johan-Vermeer-05

View of Delft

Johan-Vermeer-06

Woman Holding a Balance

Johan-Vermeer-07

The Astronomer

Johan-Vermeer-08

A Young Woman standing at a Virginal

Johan-Vermeer-09

The Lacemaker

Johan-Vermeer-10

Officer and Laughing Girl

 

3. คาราวัจโจ (Caravaggio)caravaggio-00

คาราวัจโจ เป็นจิตรกรคนสำคัญในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ของอิตาลี ผลงานของเขาได้แผ่อิทธิพลต่อวงการจิตรกรรมของอิตาลีที่เป็นช่วงปลายยุคเรอเนสซองส์และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเริ่มต้นของยุคบาโรก คาราวัจโจเกิดเมื่อปี 1571 ที่เมืองมิลาน เรียนศิลปะกับ Simone Peterzano ผู้เป็นลูกศิษย์ของ Titian ศิลปินใหญ่ยุคก่อนหน้าอยู่ 4 ปี และได้ศึกษาผลงานของศิลปินชั้นครูหลายคน รวมทั้ง Giorgione และ Leonardo da Vinci ซึ่งมีผลงานสำคัญอยู่ที่เมืองมิลานหลายชิ้น พออายุได้ 21 ปีเขาก็เดินทางไปกรุงโรมเพื่อหางานทำและสร้างชื่อเสียงตามวิถีของศิลปินหน้าใหม่ของอิตาลีส่วนใหญ่ในสมัยนั้น

ที่กรุงโรมตอนแรกคาราวัจโจทำงานเขียนภาพให้กับศิลปินที่มีชื่อเสียงแล้วหลายคน จนถึงราวปี 1595 เขาก็ออกมาทำงานของตัวเองและเริ่มขายภาพเขียนผ่านทางตัวแทน ผลงานชั้นยอดหลายชิ้นของเขาก็เริ่มปรากฏ รวมทั้งภาพ The Cardsharps ที่ไปเข้าตาคาร์ดินัล Francesco Maria del Monte ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญศิลปะ del Monte ชื่นชอบผลงานของคาราวัจโจมากและให้การสนับสนุนโดยให้คาราวัจโจไปทำงานเขียนภาพอยู่ในบ้านของเขาเอง จึงมีผลงานยอดเยี่ยมอีกหลายชิ้นทยอยกันออกมา ได้แก่ ภาพ Bacchus, The Lute Player และ Boy Bitten by a Lizard หลังจากนั้นคาราวัจโจจึงเริ่มทำงานให้กับทางศาสนจักร ผลงานในแนวศาสนาของเขากลับยิ่งโดดเด่นด้วยสไตล์และเทคนิคที่ไม่เหมือนใคร

คาราวัจโจประสบความสำเร็จกับการเขียนภาพในแนวศาสนาอย่างมาก เขาเสนอภาพที่แปลกใหม่เร้าอารมณ์สมจริง บางครั้งก็สะเทือนขวัญชนิดที่ไม่เคยมีศิลปินผู้ใดกล้าทำมาก่อน อย่างเช่นภาพ Judith Beheading Holofernes การเขียนภาพในแบบภาพสว่างในความมืดด้วยเทคนิคการให้แสงและเงาที่กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นเดียวกันและรุ่นหลังอีกหลายรุ่น ภาพ The Calling of Saint Matthew ที่เป็นผลงานชิ้นเอกและมีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของจิตรกรรมยุคบาโรก คาราวัจโจยังมีผลงานที่ยอดเยี่ยมในแนวศาสนาอีกมากมายหลายสิบภาพ รวมทั้งภาพ Supper at Emmau และ Entombment

นิสัยส่วนตัวคาราวัจโจเป็นคนที่ชอบทะเลาะเบาะแว้งมีเรื่องกับคนอื่นอยู่เสมอ ปี 1606 มีเรื่องทะเลาะกันรุนแรงแล้วเขาพลั้งมือไปฆ่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เขาต้องหนีไปอยู่ที่เมืองเนเปิลส์ซึ่งตอนนั้นอยู่นอกเขตกฎหมาย คาราวัจโจสร้างผลงานอันทรงคุณค่าไว้ที่โบสถ์ในเมืองเนเปิลส์หลายชิ้น จากนั้นได้ย้ายไปอยู่ที่มอลตาก็มีปัญหาเดิมๆอีก จึงย้ายไปอยู่ที่ซิซิลีอีกพักหนึ่งก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่เมืองเนเปิลส์อีกครั้ง แต่ละที่ที่เขาไปอยู่คาราวัจโจได้สร้างผลงานชั้นยอดเอาไว้เสมอ ถึงปี 1610 คาราวัจโจลงเรือเดินทางตั้งใจไปกรุงโรมเพื่อขออภัยโทษ แต่ระหว่างทางเขาป่วยเสียชีวิตที่เมือง Porto Ercole แคว้นทัสคานี ในวัยเพียง 39 ปีเท่านั้น

10 ผลงานชิ้นเอกของคาราวัจโจ

caravaggio-01The Calling of Saint Matthew

 

caravaggio-02

Bacchus

caravaggio-03

The Lute Player

caravaggio-04

Boy Bitten by a Lizard

caravaggio-05

Judith Beheading Holofernes

caravaggio-06

Supper at Emmaus

caravaggio-07

Entombment

caravaggio-08

Medusa

caravaggio-09

The Cardsharps

caravaggio-10

Basket of Fruit

 

4. ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens)peter-paul-rubens-00

รูเบนส์ เป็นจิตรกรยุคบาโรกที่ได้รับการยกย่องว่ามีอิทธิพลมากที่สุดของเฟลมิช (เบลเยียม) สไตล์การเขียนภาพของเขามีเอกลักษณ์โดดเด่นที่ลักษณะการเคลื่อนไหว สีสัน และมีชีวิตชีวา มีความเชี่ยวชาญทั้งการเขียนภาพเหมือน ภาพทิวทัศน์ ภาพแนวศาสนาและเรื่องจากตำนาน รูเบนส์เกิดเมื่อปี 1577 ที่เมือง Siegen ประเทศเยอรมัน เนื่องจากครอบครัวหนีภัยการทำลายล้างทางศาสนา พอรูเบนส์อายุได้ 12 ปี หลังการตายของพ่อ 2 ปี เขาจึงกลับไปอยู่ที่เมืองแอนต์เวิร์ป (Antwerp) บ้านเกิดของพ่อ รูเบนส์เรียนศิลปะกับจิตกรชั้นนำของเมืองแอนต์เวิร์ปหลายคน เรียนจบและเริ่มการเป็นมืออาชีพในปี 1598 ระหว่างปี 1600 – 1608 รูเบนส์พักอาศัยอยู่ในอิตาลีศึกษาผลงานของศิลปินชั้นครูหลายคนทั้งที่เวนิสและโรม เขาคัดลอกผลงานของศิลปินรุ่นเก่าและรับจ้างเขียนภาพไปด้วย ปี 1606 รูเบนส์มีผลงานที่ยอดเยี่ยมมากคือภาพ Portrait of Marchesa Brigida Spinola-Doria

ปลายปี 1608 รูเบนส์กลับมาที่เมืองแอนต์เวิร์ปและเปิดสตูดิโอของตัวเองรับงานเขียนภาพเหมือนบุคคลและเขียนภาพให้กับโบสถ์ต่างๆในเมือง ภาพเหมือนของตัวเองคู่กับภรรยา Isabella Brant ชื่อภาพ The Honeysuckle Bower ในโอกาสที่ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1609 นับเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่ง ตลอดกว่า 10 ปีที่เขาเขียนภาพแนวศาสนาให้กับศาสนจักรมีผลงานชั้นยอดเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะภาพที่ฉากประดับแท่นบูชาของรูเบนส์มีความโดดเด่นมาก เช่น ภาพ The Descent from the Cross และภาพ The Elevation of the Cross เป็นต้น นอกจากนี้รูเบนส์ยังมีผลงานในแนวเรื่องจากตำนานและจากคัมภีร์ไบเบิลที่ยอดเยี่ยมอีกจำนวนมาก รวมทั้งภาพ Daniel in the Lions’ Den

ระหว่างปี 1621 – 1630 รูเบนส์ได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจด้านการทูต เขาต้องเดินทางไปมาหลายประเทศทั้งสเปน อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์เพื่อพยายามนำความสงบมาสู่เนเธอร์แลนด์ของสเปนและสาธารณรัฐดัตช์ ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่ได้ดีจนได้รับตำแหน่งอัศวิน ปี 1630 หลังจากภรรยาเสียชีวิตได้ 4 ปี รูเบนส์ในวัย 53 ปีแต่งงานใหม่กับสาวน้อยวัย 16 ปี Helena Fourment และเธอผู้นี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเขาในการเขียนภาพชิ้นเยี่ยมอีกหลายภาพซึ่งจะออกในแนวยั่วยวนกามารมณ์แต่ก็เป็นผลงานเลื่องชื่อของเขา อย่างเช่นภาพ The Judgement of Paris และภาพ The Three Graces ช่วงบั้นปลายชีวิตรูเบนส์ซื้อที่ดินนอกเมืองแอนต์เวิร์ปและใช้เวลาอยู่ที่นั่นค่อนข้างมาก พร้อมกับเขียนภาพทิวทัศน์ที่ยอดเยี่ยมไว้หลายภาพ รวมทั้งภาพ A View of Het Steen in the Early Morning เขาเสียชีวิตในปี 1640 ด้วยวัย 62 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของปีเตอร์ พอล รูเบนส์

peter-paul-rubens-01The Descent from the Cross

 

peter-paul-rubens-02

Samson and Delilah

peter-paul-rubens-03

The Elevation of the Cross

peter-paul-rubens-04

Daniel in the Lions’ Den

peter-paul-rubens-05

The Honeysuckle Bower

peter-paul-rubens-06

Portrait of Marchesa Brigida Spinola-Doria

peter-paul-rubens-07

The Judgement of Paris

peter-paul-rubens-08

The Three Graces

peter-paul-rubens-09

Assumption of the Virgin

peter-paul-rubens-10

A View of Het Steen in the Early Morning

 

5. ดิเอโก เบลัซเกซ (Diego Velázquez)diego-velazquez-00

ดิเอโก เบลัซเกซ เป็นจิตกรคนสำคัญที่สุดของสเปนในศตวรรษที่ 17 และเป็นหนึ่งในจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุโรป เขาเกิดเมื่อปี 1599 ที่เมืองเซบียา ประเทศสเปน เริ่มเรียนศิลปะเมื่ออายุ 11 ปีกับจิตรกรในเมืองเซบียาหลายคน เมื่อเรียนจบเบลัซเกซเปิดสตูดิโอเขียนภาพของตัวเองขึ้นในปี 1618 และเริ่มสร้างผลงานดีๆออกมา ภาพเขียนช่วงแรกเป็นแนววิถีชีวิตชาวบ้าน มีภาพยอดเยี่ยมหลายภาพที่โดดเด่นมากได้แก่ภาพ Old Woman Frying Eggs และ The Waterseller of Seville และเขาก็เริ่มเขียนภาพเกี่ยวกับศาสนา รวมทั้งภาพเหมือนบุคคลด้วย

ปี 1622 เบลัซเกซเดินทางไปกรุงมาดริดเพื่อสร้างโอกาสในการทำงานให้ราชสำนักสเปน และในราวปี 1623 เขาก็ได้เป็นจิตรกรแห่งราชสำนักสเปน เขียนภาพของกษัตริย์และบุคคลสำคัญของราชสำนักจำนวนมาก การเป็นจิตรกรแห่งราชสำนักสเปนทำให้มีโอกาสได้เห็นภาพเขียนสำคัญที่ราชสำนักเก็บสะสมไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของ Titian ซึ่งมีส่วนสำคัญมากต่อการพัฒนาสไตล์การเขียนภาพของเขา ระหว่างปี 1629 -1631 เบลัซเกซเดินทางไปศึกษาผลงานศิลปะที่อิตาลีทั้งที่เวนิสและโรม ได้ชมงานของศิลปินผู้โด่งดังหลายคน รวมทั้ง Michelangelo และ Raphael หลังจากกลับมาจากอิตาลีเขาก็มีผลงานชิ้นเยี่ยมจากแรงบันดาลใจและการเขียนภาพแบบอิตาลีหลายภาพ ที่ได้รับความนิยมมากได้แก่ภาพ The Surrender of Breda และ Apollo in the Forge of Vulcan

เบลัซเกซเดินทางไปอิตาลีอีกครั้งหนึ่งในปี 1649 เพื่อหาซื้อภาพเขียนและวัตุโบราณล้ำค่าให้กับกษัตริย์ รวมทั้งเข้าพบพระสันตปาปา ในการเดินทางครั้งนี้เขาได้เขียนภาพสำคัญไว้หลายภาพ เช่น ภาพเหมือน Portrait of Innocent X และภาพ Rokeby Venus ปี 1656 เบลัซเกซเขียนภาพของเจ้าหญิงองค์น้อย Margaret Theresa กับสาวใช้ในภาพชื่อ Las Meninas อันเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา องค์ประกอบและบุคคลในภาพนี้ได้สร้างข้อฉงนให้เกิดการถกเถียงกันในวงวิชาการศิลปะอย่างไม่จบสิ้น เสน่ห์ของภาพนี้ยังถูกนำไปสร้างสรรค์ต่อโดยศิลปินรุ่นหลังอีกหลายคน เบลัซเกซยังคงเขียนภาพให้กับราชสำนักต่อไปและมีผลงานที่ยอดเยี่ยมอีกมากมาย ปี 1560 เขาได้รับมอบหมายให้ทำการตกแต่งสถานที่แต่งงานระหว่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับเจ้าหญิง Maria Theresa ของสเปน หลังกลับมายังกรุงมาดริดเบลัซเกซล้มป่วยและเสียชีวิตในวัย 61 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของดิเอโก เบลัซเกซ

diego-velazquez-01Las Meninas

 

diego-velazquez-02

Portrait of Innocent X

diego-velazquez-03

Rokeby Venus

diego-velazquez-04

The Surrender of Breda

diego-velazquez-05

Old Woman Frying Eggs

diego-velazquez-06

Las Hilanderas

diego-velazquez-07

Crucifixion of Jesus

diego-velazquez-08

The Waterseller of Seville

diego-velazquez-09

Apollo in the Forge of Vulcan

diego-velazquez-10

The Triumph of Bacchus

 

6. จีอัน โลเรนโซ แบร์นินี (Gian Lorenzo Bernini)gian-lorenzo-bernini-00

แบร์นินี เป็นประติมากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 17 และยังเป็นสถาปนิกผู้โดดเด่นอย่างยิ่งอีกด้วย เขาคือผู้สร้างและพัฒนางานประติมากรรมสไตล์บาโรก แบร์นินีเกิดเมื่อปี 1598 ที่เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี พ่อเป็นประติมากรมากฝีมือ เขาจึงเรียนศิลปะและงานแกะสลักหินอ่อนจากพ่อตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 8 ปีครอบครัวย้ายไปอยู่ที่กรุงโรมเนื่องจากพ่อได้รับงานชิ้นใหญ่ที่นั่น เขาจึงช่วยพ่อทำงานพร้อมกับฝึกฝนพัฒนาฝีมือและศึกษาผลงานของศิลปินยุคเรอเนสซองส์รวมทั้งงานของ Michelangelo ไปด้วย ด้วยวัยเพียง 20 ปีต้นๆเท่านั้นเขาก็สร้างผลงานยอดเยี่ยมออกมามากมาย ที่โดดเด่นเป็นพิเศษได้แก่รูปปั้นหินอ่อน Apollo and Daphne และ The Rape of Proserpina

ปี 1629 แบร์นินีได้รับการแต่งตั้งเป็นสถาปนิกของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ และเขาได้สร้างผลงานที่โดดเด่นในมหาวิหารนั่นคือ St. Peter’s Baldachin ซุ้มเหนือหลุมฝังศพเซนต์ปีเตอร์ทำด้วยสำริดออกแบบเป็นเสาเกลียว 4 เสาและหลังคาในสไตล์บาโรกสวยงามอย่างยิ่ง ผลงานด้านสถาปัตยกรรมของแบร์นินีก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน ที่โดดเด่นมากได้แก่งานสร้างจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ แบร์นินีได้ออกแบบแนวเสาระเบียงโค้ง St. Peter’s Colonnades เพิ่มความโอ่อ่าอลังการให้กับมหาวิหารอย่างมากจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ผลงานอีกอย่างหนึ่งที่สร้างชื่อให้กับเขาไม่น้อยคืองานออกแบบน้ำพุ เขาออกแบบสร้างน้ำพุในโรมไว้หลายแห่งซึ่งล้วนงดงามตระการตาโดยเฉพาะที่ Fountain of the Four Rivers

ปี 1665 แบร์นินีถูกเชิญตัวไปทำงานให้ราชสำนักฝรั่งเศสที่กรุงปารีส แต่ด้วยแนวคิดทางศิลปะที่แตกต่างกันมากเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จที่นั่น แต่ก็ยังทิ้งผลงานที่ยอดเยี่ยมไว้ชิ้นหนึ่งเป็นรูปปั้นครึ่งตัวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 Bust of Louis XIV แบร์นินีสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาตลอดการทำงานที่ยาวนานกว่า 60 ปีของเขา ช่วงบั้นปลายชีวิตเขาก็ยังมีผลงานประติมากรรมประดับหลุมฝังศพที่ยอดเยี่ยมได้แก่ Blessed Ludovica Albertoni และ Tomb of Pope Alexander แบร์นินีเสียชีวิตที่กรุงโรมในปี 1680 ในวัย 81 ปี ด้วยผลงานด้านประติมากรรมและสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเหนือใครเขาจึงถูกยกย่องเป็นไมเคิลแองเจโลแห่งศตวรรษที่ 17

10 ผลงานชิ้นเอกของจีอัน โลเรนโซ แบร์นินี

gian-lorenzo-bernini-01Apollo and Daphne

 

gian-lorenzo-bernini-02

Ecstasy of Saint Teresa

gian-lorenzo-bernini-03

The Rape of Proserpina

gian-lorenzo-bernini-04

David

gian-lorenzo-bernini-05

St. Peter’s Colonnade

gian-lorenzo-bernini-06

St. Peter’s Baldachin

gian-lorenzo-bernini-07

Tomb of Pope Alexander VII

gian-lorenzo-bernini-08

Fountain of the Four Rivers

gian-lorenzo-bernini-09

Blessed Ludovica Albertoni

gian-lorenzo-bernini-10

Bust of Louis XIV

 

7. นีกอลา ปูแซ็ง (Nicolas Poussin)nicolas-poussin-00

ปูแซ็ง เป็นจิตรกรชั้นนำแห่งยุคบาโรกของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่เขียนภาพทิวทัศน์สไตล์คลาสสิคที่สวยที่สุด เขาเกิดเมื่อปี 1594 ที่เมือง Les Andelys ในแคว้นนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ถึงเขาจะมีพรสวรรค์และพยายามฝึกฝนการเขียนภาพตั้งแต่เด็ก แต่เขาไม่มีโอกาสได้เรียนกับศิลปินชื่อดัง อีกทั้งพ่อแม่ก็ไม่สนับสนุน พออายุได้ 18 ปีเขาจึงหนีไปอยู่กรุงปารีส ปูแซ็งทำงานเป็นผู้ช่วยเขียนภาพในสตูดิโอของจิตรกรที่ปารีสหลายคน ส่วนใหญ่อยู่ได้ไม่นานต้องเปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อยเพราะยังไม่เจอกับสไตล์การเขียนภาพที่เขาชอบ จนมีโอกาสได้เห็นผลงานของศิลปินอิตาลีหลายคนจากภาพที่เก็บสะสมไว้ในราชสำนักซึ่งเขาชื่นชอบมาก เขาจึงพยายามไปกรุงโรมตั้งแต่ปี 1617 แต่ต้องเจอกับอุปสรรคไปไม่ถึงโรมอยู่หลายครั้ง แต่ในที่สุดเขาก็ไปถึงโรมจนได้ในปี 1624

ที่กรุงโรมปูแซ็งได้ศึกษาผลงานของศิลปินดังมากมาย รวมทั้ง Raphael ที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษและมีอิทธิพลต่องานของเขามากที่สุด ปี 1628 ปูแซ็งเริ่มสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมในภาพ The Death of Germanicus ตามมาด้วยภาพ The Inspiration of the Poet ในปีถัดมา เขาจึงเริ่มมีชื่อเสียงเลื่องลือ งานจ้างเขียนภาพก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ผลงานชั้นยอดก็ทยอยตามมาเป็นจำนวนมาก แม้ว่าช่วงนั้นการเขียนภาพสไตล์บาโรกจะได้รับความนิยมกันมากแล้วก็ตาม แต่ปูแซ็งยังชอบการเขียนแนวคลาสสิคมากกว่า ภาพเขียนของเขามีทั้งแนวศาสนา เรื่องจากตำนาน และเรื่องจากบทกวี ผลงานที่โดดเด่นมากๆคือภาพ Et in Arcadia ego และภาพ A Dance to the Music of Time รวมทั้งภาพเขียนชุดพิธีทางศาสนา 7 ภาพในชื่อชุด The Seven Sacraments

ปลายปี 1640 ปูแซ็งได้รับเชิญให้กลับปารีสเพื่อรับตำแหน่งจิตรกรเอกของกษัตริย์ เขาทำงานในหน้าที่ดังกล่าวได้ไม่ถึง 2 ปีก็กลับไปอยู่ที่โรมอย่างถาวรเพราะไม่ชอบระบบการทำงานของราชสำนักที่ทำให้เขาไม่ค่อยเป็นอิสระและไม่ได้ใช้พลังการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ในทศวรรษต่อมาปูแซ็งเขียนภาพทิวทัศน์ในจินตนาการประกอบเรื่องราวต่างๆมากขึ้นและมีผลงานที่ยอดเยี่ยมมากมาย อย่างเช่นภาพ Landscape with a Calm และภาพ Landscape with the Ashes of Phocion ระหว่างปี 1660 – 1664 เขาได้เขียนภาพชุด The Four Seasons ที่ประกอบด้วยภาพ 4 ภาพแสดงบรรยากาศคนละช่วงเวลาของวันใน 4 ฤดู เป็นผลงานที่งดงามอย่างยิ่งโดยเฉพาะภาพ Autumn และภาพ Summer ปูแซ็งเสียชีวิตที่กรุงโรมในปี 1665 ด้วยวัย 71 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของนีกอลา ปูแซ็ง

nicolas-poussin-01Et in Arcadia ego

 

nicolas-poussin-02

A Dance to the Music of Time

nicolas-poussin-03

The Death of Germanicus

nicolas-poussin-04

The Inspiration of the Poet

nicolas-poussin-05

Autumn

nicolas-poussin-06

Landscape with a Calm

nicolas-poussin-07

Summer (Ruth and Boaz)

nicolas-poussin-08

Self-Portrait (1650)

nicolas-poussin-09

Ordination (from The Seven Sacraments)

nicolas-poussin-10

Landscape with the Ashes of Phocion

 

8. อาร์เตมีเซีย เจนติเลสกิ (Artemisia Gentileschi)artemisia-gentileschi-00

เจนติเลสกิ เป็นจิตรกรผู้หญิงหนึ่งเดียวแห่งยุคบาโรกที่มีความสามารถและชื่อเสียงทัดเทียมกับจิตรกรชายชั้นนำในยุคเดียวกัน เธอเกิดในปี 1593 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นลูกของจิตรกรที่พอจะมีชื่อเสียงผู้ซึ่งได้รับอิทธิพลจากงานของ Caravaggio และสิ่งนั้นได้ถ่ายทอดต่อไปยังลูกสาวผู้เต็มไปด้วยพรสวรรค์ในการเขียนภาพ อายุแค่ 17 ปีเจนติเลสกิก็เริ่มสร้างความฮือฮาด้วยภาพเขียนแรกของเธอคือภาพ Susanna and the Elders ตามมาด้วยภาพ Danae แต่น่าเศร้าใจที่เธอถูกข่มขืนโดยอาจารย์ผู้สอนศิลปะของเธอเอง เมื่อเธอฟ้องศาลเธอยังถูกทรมานเพื่อป้องกันการแจ้งความเท็จ หลังจากชนะคดีเธอได้แต่งงานกับศิลปินผู้หนึ่งและย้ายไปอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์บ้านเกิดของสามีพร้อมกับสร้างผลงานจนมีชื่อเสียงโด่งดัง

เจนติเลสกิเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกของสถาบันศิลปะแห่งฟลอเรนซ์ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมและโดดเด่นจำนวนมากมาย โดยเฉพาะภาพ Judith Slaying Holofernes ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเธอ ภาพนี้ได้ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจนมากจนหลายคนคิดว่าเธอเขียนภาพนี้ด้วยพลังแห่งความแค้นที่มีต่ออาจารย์ผู้ข่มขืนเธอ ปี 1621 เจนติเลสกิกลับไปอยู่ที่กรุงโรมหลังจากมีปัญหากับสามีที่ใช้จ่ายเกินตัว และที่โรมเธอสร้างผลงานชั้นยอดอีกมากมายรวมทั้งภาพ Judith and Her Maidservant, ภาพ Venus and Cupid (Sleeping Venus) และภาพ Esther and Ahasuerus

ปี 1630 เจนติเลสกิย้ายไปอยู่ที่เมืองเนเปิลส์และอยู่ที่นั่นไปจนตลอดชีวิต เธอยังคงสร้างผลงานชั้นยอดต่อไปและยังได้เขียนภาพอีกแนวหนึ่งให้กับวิหารในเมืองอย่างเช่นภาพ The Birth of Saint John the Baptist ปี 1638 เจนติเลสไปทำงานให้กับราชสำนักอังกฤษที่กรุงลอนดอนร่วมกับพ่อและมีผลงานชิ้นเยี่ยมเป็นภาพเหมือนตัวเองคือภาพ Self-Portrait as the Allegory of Painting ซึ่งเป็นภาพที่ดูเหมือนจะบ่งบอกถึงพลังความสามารถของผู้หญิงผ่านทางการเป็นจิตรกร เธอกลับมาอยู่ที่เนเปิลส์ตอนเริ่มเกิดสงครามกลางเมืองอังกฤษในปี 1642 และเสียชีวิตตอนเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่พรากชีวิตศิลปินชาวเนเปิลส์ไปเกือบหมดเมื่อราวปี 1556

10 ผลงานชิ้นเอกของอาร์เตมีเซีย เจนติเลสกิ

artemisia-gentileschi-01Judith Slaying Holofernes

 

artemisia-gentileschi-02

Susanna and the Elders

artemisia-gentileschi-03

Venus and Cupid (Sleeping Venus)

artemisia-gentileschi-04

Danae

artemisia-gentileschi-05

Self-Portrait as the Allegory of Painting

artemisia-gentileschi-06

Esther and Ahasuerus

artemisia-gentileschi-07

Self-Portrait as Saint Catherine of Alexandria

artemisia-gentileschi-08

Judith and Her Maidservant

artemisia-gentileschi-09

Jael and Sisera

artemisia-gentileschi-10

The Birth of Saint John the Baptist

 

9. อันโตน ฟัน ไดก์ (Antoon van Dyck)antoon-van-dyck-00

ฟัน ไดก์ เป็นศิลปินยุคบาโรกที่โดดเด่นของเฟลมิช (เบลเยียม) ผู้ซึ่งได้กลายเป็นจิตรเอกแห่งราชสำนักอังกฤษ และยังเป็นผู้ริเริ่มคนสำคัญในเรื่องการใช้สีน้ำและการทำภาพพิมพ์กัดกรด (Etching) เขาเกิดเมื่อปี 1599 ที่เมืองแอนต์เวิร์ปในครอบครัวที่มั่งคั่ง ฟัน ไดก์เรียนศิลปะกับจิตรกรในเมืองบ้านเกิด เขามีพรสวรรค์และพัฒนาการทางศิลปะสูงมาก อายุแค่ 16 ปีก็เปิดสตูดิโอเขียนภาพของตัวเองและได้รับการยอมรับเป็นศิลปินอาชีพก่อนอายุครบ 19 ปี เขาทำงานเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของ Peter Paul Rubens ศิลปินชาติเดียวกันที่กำลังดังสุดขีดอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะไปทำงานให้กับราชสำนักอังกฤษที่กรุงลอนดอนในปี 1620 ที่นี่เขาได้เห็นผลงานของ Titian ซึ่งมีส่วนในการพัฒนาการเขียนภาพของเขา

ปี 1621 เขาไปปักหลักอยู่ที่เมืองเจนัวรับงานเขียนภาพและเดินทางไปยังหลายเมืองในอิตาลีเพื่อศึกษาผลงานของศิลปินชั้นครู ฟัน ไดก์เขียนภาพในหลากหลายแนวทั้งเรื่องจากพระคัมภีร์ เรื่องจากตำนาน แต่งานที่โดดเด่นของเขาคือการเขียนภาพเหมือนบุคคล ตลอดกว่า 10 ปีที่อยู่ในอิตาลีเขาเขียนภาพเหมือนจำนวนมากซึ่งล้วนเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมโดยเฉพาะภาพ Marchesa Elena Grimaldi สวยงามน่าประทับใจมาก จนถึงปี 1632 ฟัน ไดก์ที่ยังคงติดต่อกับราชสำนักอังกฤษอยู่เสมอได้กลับไปเขียนภาพให้กับราชสำนักอังกฤษอีกครั้ง และคราวนี้ทำให้เขาขึ้นถึงจุดสูงสุดของชีวิตการเป็นจิตรกร

ฟัน ไดก์เขียนภาพของพระเจ้าชาลส์ที่ 1 ซึ่งมีส่วนสูงไม่ถึง 150 ซม.ได้อย่างองอาจสง่างาม หลังจากนั้นเขาจึงเป็นเพียงคนเดียวที่ได้เขียนภาพของพระองค์ และภาพเหมือนของพระเจ้าชาลส์ที่ 1 ก็กลายเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา อย่างเช่นภาพ Charles I at the Hunt และภาพ Charles I in Three Positions ที่เขียนเพื่อเป็นต้นแบบให้ Gian Lorenzo Bernini สร้างรูปปั้นครึ่งตัวให้กับพระองค์ ฟัน ไดก์เขียนภาพเหมือนของกษัตริย์และราชนิกุลจำนวนมากด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายแต่งามสง่า อย่างเช่นภาพ Portrait of Lord John Stuart and his brother Lord Bernard Stuart จนกลายเป็นต้นแบบและมีอิทธิพลในอังกฤษนานถึง 150 ปี ฟัน ไดก์ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินและได้รับโซ่ทองพระราชทานซึ่งเขาแสดงไว้ในภาพเหมือนตัวเอง Self-portrait with a Sunflower เขาเสียชีวิตที่กรุงลอนดอนในปี 1641 ด้วยวัย 42 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของอันโตน ฟัน ไดก์

antoon-van-dyck-01Charles I at the Hunt

 

antoon-van-dyck-02

Charles I in Three Positions

antoon-van-dyck-03

Equestrian Portrait of Charles I

antoon-van-dyck-04

Charles I and His Wife Henrietta Maria with Their Eldest Children Charles and James

antoon-van-dyck-05

Self-portrait with a Sunflower

antoon-van-dyck-06

Portrait of James Stuart, Duke of Richmond

antoon-van-dyck-07

Philip, Lord Wharton

antoon-van-dyck-08

Marchesa Elena Grimaldi

antoon-van-dyck-09

Queen Henrietta Maria with Sir Jeffrey Hudson

antoon-van-dyck-10

Portrait of Lord John Stuart and his brother Lord Bernard Stuart

 

10. อันนิบาเล คารัคชี (Annibale Carracci)annibale-carracci-00

คารัคชี เป็นจิตรกรผู้มีความเชี่ยวชาญในการเขียนจิตรกรรมฝาผนัง ผลงานของเขาถือเป็นรากเหง้าและแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเขียนภาพสไตล์บาโรก เขาเกิดเมื่อปี 1560 ที่เมืองโบโลญญา (Bologna) ประเทศอิตาลี คารัคชีฝึกการเขียนภาพกับญาติที่เป็นจิตรกรและเดินทางไปทั่วอิตาลีเพื่อศึกษาผลงานของศิลปินรุ่นก่อนและนำมาพัฒนาสไตล์การเขียนภาพของตัวเอง เขาสร้างสรรค์แนวทางใหม่ที่พลิกโฉมวงการภาพเขียนในอิตาลี ผลงานในวัย 20 – 30 ปีมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างจากศิลปินอื่นทั้งสไตล์การเขียนและเรื่องราวที่นำเสนอ อย่างเช่นภาพ The Beaneater, The Butcher’s Shop และภาพ Two Children Teasing a Cat

ปี 1597 – 1608 คารัคชีสร้างผลงานชิ้นใหญ่เขียนภาพปูนเปียก (Fresco) บนหลังคาโค้งของห้องโถงใหญ่ในพระราชวัง Palazzo Farnese ที่กรุงโรมเป็นภาพชุด The Loves of the Gods ที่ประกอบด้วยภาพย่อยนับร้อยภาพ ผลงานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพเขียนปูนเปียกที่ยอดเยี่ยมที่สุดในศตวรรษที่ 17 นอกจากนี้คารัคชียังมีผลงานในแนวศาสนาที่โดดเด่นอีกมากมาย รวมทั้งภาพ Assumption of the Virgin, ภาพ Lord, whither goest thou? และภาพ The Dead Christ Mourned (‘The Three Maries’)

คารัคชีเขียนภาพที่เป็นเรื่องจากตำนานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน ภาพ Venus, Adonis, and Cupid และภาพ Venus with a Satyr and Cupids เป็นภาพที่เขาเขียนได้อย่างงดงามมีชีวิตชีวา ภาพทิวทัศน์ก็เป็นอีกแนวหนึ่งที่คารัคชีทำได้ดี โดยเฉพาะภาพ River Landscape ถือว่าโดดเด่นเป็นพิเศษ เขาเสียชีวิตในปี 1609 ที่กรุงโรมด้วยวัย 48 ปี แม้ว่าชื่อเสียงของเขาอาจจะถูกบดบังด้วยความโด่งดังของ Caravaggio ไปบ้าง แต่ผลงานของเขากลับมีอิทธิพลต่อศิลปินรุ่นถัดมาอย่างลึกซึ้ง Peter Paul Rubens, Gian Lorenzo Bernini และ Nicolas Poussin ล้วนเป็นหนี้บุญคุณเขาทั้งสิ้น

10 ผลงานชิ้นเอกของอันนิบาเล คารัคชี

annibale-carracci-01The Loves of the Gods

 

annibale-carracci-02

The Beaneater

annibale-carracci-03

The Butcher’s Shop

annibale-carracci-04

Two Children Teasing a Cat

annibale-carracci-05

Lord, whither goest thou?

annibale-carracci-06

Assumption of the Virgin

annibale-carracci-10

River Landscape

annibale-carracci-08

Venus, Adonis, and Cupid

annibale-carracci-09

Venus with a Satyr and Cupids

annibale-carracci-07

The Dead Christ Mourned

 

ข้อมูลและภาพจาก  ranker, timeout, wikipedia, biography

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *