10 สุดยอดศิลปินเอก/จิตรกรเอกของโลกกับ 10 ผลงานชิ้นเอก

คนที่จะเป็นศิลปินชั้นยอดได้นั้นจะต้องเปี่ยมด้วยพรสวรรค์และความสามารถในการสร้างงานศิลปะที่โดดเด่น มีผลงานเป็นที่ยอมรับและชื่นชอบแก่ผู้คนทั่วไป ศิลปินเอกของโลกในแต่ละยุคแต่ละสมัยล้วนเป็นอัฉริยบุคคลที่เปี่ยมล้นด้วยพรสวรรค์และความสามารถเอกอุ สร้างผลงานศิลปะที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกชื่นชอบลุ่มหลง เป็นที่กล่าวขานยกย่องมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน ผู้คนล้วนใฝ่ฝันที่จะมีโอกาสได้ชื่นชมผลงานชิ้นเอกของศิลปินระดับโลกเหล่านั้นให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยสายตาของตัวเอง

และต่อไปนี้คือ 10 ศิลปินเอกของโลกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดตลอดกาล กับ 10 ผลงานชิ้นเอกของพวกเขา

1. เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci)Leonardo-da-Vinci-00

ดา วินชี เป็นศิลปินผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งยุคเรอเนสซองส์ เกิดที่หมู่บ้าน Vinci ใกล้เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อปี 1452 เขาเติบโตและเรียนศิลปะที่บ้านเกิดจนมีอายุได้ 20 ปีจึงได้เป็นศิลปินมืออาชีพอย่างเต็มตัว เริ่มมีผลงานที่ฉายแววความเป็นอัฉริยะด้านศิลปะด้วยภาพ Adoration of the Magi ก่อนที่จะออกจากฟลอเรนซ์ไปอยู่ที่เมืองมิลานในปี 1482 ดา วินชี ทำงานอยู่ที่มิลานนานถึง 17 ปี พร้อมกับสร้างผลงานชั้นยอดมากมาย รวมทั้ง The Last Supper, Virgin of the Rocks, Lady with an Ermine และ Vitruvian Man ที่เป็นหนึ่งในบรรดาภาพสเก็ตช์อันลือลั่นซึ่งเป็นความสามารถที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวยากจะมีใครเทียบได้

ปี 1503 ดา วินชี กลับมาอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์อีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้ได้สร้างผลงานภาพเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ‘Mona Lisa’ เขาใช้เวลาในการเขียนภาพสุดพิเศษนี้นานหลายปี ในปี 1515 ดา วินชี เดินทางไปกรุงปารีสเพื่อรับตำแหน่งจิตรกรเอกและวิศวกรของราชสำนักฝรั่งเศส พร้อมกับหิ้วภาพสุดรักสุดหวงที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ไปด้วย แล้วไม่ได้กลับมาที่อิตาลีอีกเลย

ดา วินชี เสียชีวิตในปี 1519 มีอายุรวม 67 ปี ทิ้งผลงานชั้นยอดไว้มากมายทั้งผลงานด้านศิลปะและด้านวิทยาศาสตร์ ดา วินชี ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รอบรู้ เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆเกือบทุกสาขา เป็นศิลปินเอก นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ ฯลฯ เขาคือ ‘บุรุษแห่งยุคเรอเนสซองส์’ อย่างแท้จริง

10 ผลงานชิ้นเอกของเลโอนาร์โด ดา วินชี

Leonardo-da-Vinci-00Mona Lisa

 

 

Leonardo-da-Vinci-02

The Last Supper

 

Leonardo-da-Vinci-03

Virgin of the Rocks

 

Leonardo-da-Vinci-04

Lady with an Ermine

 

Leonardo-da-Vinci-05

Portrait of Ginevra de’ Benci

 

Leonardo-da-Vinci-06

Madonna Litta

 

Leonardo-da-Vinci-07

The Adoration of the Magi

 

Leonardo-da-Vinci-08

St. John the Baptist

 

Leonardo-da-Vinci-09

Vitruvian Man

 

Leonardo-da-Vinci-10

Self-portrait in Red Chalk

 

2. ปาโบล ปีกัสโซ (Pablo Picasso)Pablo-Picasso-00

ปีกัสโซ เป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งศิลปะสมัยใหม่ เกิดเมื่อปี 1881 ที่เมืองมาลากา ประเทศสเปน เขาเติบโตและเรียนหนังสือในสเปน แต่ไปปักหลักอาศัยอยู่ที่ปารีสอย่างถาวรตั้งแต่ปี 1900 ผลงานของปีกัสโซมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงตามห้วงเวลาในช่วงชีวิตและแนวคิดในการสร้างสรรค์ ช่วงแรกเรียกว่ายุคสีน้ำเงิน (Blue Period) ใช้สีฟ้ากับฟ้าอมเขียวเป็นหลัก ภาพออกมาในโทนหม่นหมองเศร้าซึม ภาพที่โดดเด่นในยุคนี้ได้แก่ The Old Guitarist และ La Vie ถัดมาเป็นยุคสีชมพู (Rose Period) ภาพจะมีสีสันสดใสมากขึ้นด้วยสีส้มและสีชมพู มักจะมีลายข้าวหลามตัดและนักแสดงละครสัตว์เป็นส่วนประกอบ ภาพเด่นยุคนี้คือ Boy with a Pipe และ Family of Saltimbanques

ปี 1907 ปีกัสโซได้เปลี่ยนสไตล์ด้วยการเขียนภาพ Les Demoiselles d’Avignon ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแอฟริกา ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์งานศิลปะสมัยใหม่ในยุคต่อมาคือศิลปะแบบคิวบิสม์ (Cubism) ผลงานสำคัญของปีกัสโซในยุคนี้ได้แก่ Three Musicians และ Girl before a Mirror ในปี 1937 ปีกัสโซได้เขียนภาพเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ‘Guernica’ ซึ่งนำเสนอภาพสัญลักษณ์ที่สะท้อนความโหดร้ายและความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอันเป็นผลพวงจากสงคราม

ปีกัสโซได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินเอกของโลกตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ มีโอกาสได้ชื่นชมกับความสำเร็จของตัวเอง ได้ใช้ชีวิตที่ร่ำรวยหรูหรา ไม่ได้เป็นศิลปินไส้แห้งแบบคนอื่น ปีกัสโซเสียชีวิตในปี 1973 ด้วยวัย 91 ปี ฝากผลงานอันทรงคุณค่าให้โลกได้ชื่นชมด้วยภาพเขียนกว่า 13,000 ภาพและงานศิลปะอื่นอีกมากมาย สมกับเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์มากที่สุดในศตวรรษที่ 20

10 ผลงานชิ้นเอกของปาโบล ปีกัสโซ

Pablo-Picasso-01Guernica

 

 

Pablo-Picasso-02

Boy with a Pipe

 

Pablo-Picasso-03

Les Demoiselles d’Avignon

 

Pablo-Picasso-04

The Old Guitarist

 

Pablo-Picasso-05

The Weeping Woman

 

Pablo-Picasso-06

La Vie

 

Pablo-Picasso-07

Three Musicians

 

Pablo-Picasso-08

Nude, Green Leaves and Bust

 

Pablo-Picasso-09

Family of Saltimbanques

 

Pablo-Picasso-10

Girl before a Mirror

 

3. ไมเคิลแอนเจโล (Michelangelo)Michelangelo-00

ไมเคิลแอนเจโล เป็นทั้งจิตรกร ประติมากร และสถาปนิก เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรอเนสซองส์ทัดเทียมกับเลโอนาร์โด ดา วินชี เขาเกิดเมื่อปี 1475 ที่เมืองอาเรซโซ ประเทศอิตาลี แต่ไปเล่าเรียนและเติบโตที่เมืองฟลอเรนซ์ อายุ 15 ปีก็เริ่มมีผลงานด้านประติมากรรม ปี 1497 เดินทางไปทำงานที่กรุงโรม และเมื่ออายุ 24 ปี ไมเคิลแอนเจโลได้สร้างงานประติมากรรมชิ้นสำคัญของโลกคือ Pietà

เขากลับมาที่ฟลอเรนซ์ในปี 1499 คราวนี้เขามีโอกาสทำงานชิ้นสำคัญที่ค้างเติ่งมาเกือบ 40 ปีคืองานแกะสลักรูปเดวิด (David) เขารับงานนี้ตอนอายุ 26 ปี ใช้เวลากว่า 2 ปีจึงแล้วเสร็จและกลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ระหว่างเวลาช่วงนี้ไมเคิลแอนเจโลยังได้สร้างผลงานอีกหลายชิ้น รวมทั้งภาพเขียน Doni Tondo และ Manchester Madonnaม

ปี 1505 ไมเคิลแอนเจโลกลับมาที่โรมอีกครั้งเพื่อรับงานสร้างสุสานของพระสันตะปาปา Pope Julius II ซึ่งมีผลงานรูปแกะสลัก Moses และ Dying Slave รวมอยู่ด้วย และในระหว่างนี้เองเขาก็ได้สร้างผลงานสำคัญยิ่งใหญ่อีกชิ้นหนึ่งคือภาพเขียนบนเพดานโบสถ์น้อยซิสติน (Sistine Chapel Ceiling) บนพื้นที่กว่า 500 ตรม. ประกอบด้วยภาพกว่า 300 ภาพ และหนึ่งในนั้นเป็นภาพเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ The Creation of Adam

ไมเคิลแอนเจโลกลับไปทำงานที่ฟลอเรนซ์อีก คราวนี้นานกว่า 20 ปีก่อนจะได้กลับมาที่โรม ปี 1534 เขาได้สร้างภาพเขียนชิ้นใหญ่บนผนังแท่นบูชาที่โบสถ์น้อยซิสตินคือภาพ The Last Judgement ที่ใช้เวลาทำถึง 8 ปี และในปี 1546 เขาได้รับงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายคือการออกแบบมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่มีโดมใหญ่เด่นสง่าเป็นสัญลักษณ์ เขาเสียชีวิตในปี 1564 ด้วยวัย 88 ปี ก่อนที่โดมจะสร้างเสร็จ

10 ผลงานชิ้นเอกของไมเคิลแอนเจโล

Michelangelo-01David

 

 

Michelangelo-02

Pieta

 

Michelangelo-03

Madonna of Bruges

 

Michelangelo-04

Dying Slave

 

Michelangelo-05

Creation of Adam

 

Michelangelo-06

The Last Judgement

 

Michelangelo-07

Doni Tondo

 

Michelangelo-08

Manchester Madonna

 

Michelangelo-09

The Battle of Cascina

 

Michelangelo-10

Basilica of Saint Peter

 

4. วินเซนต์ แวนโก๊ะ (Vincent van Gogh)Vincent-van-Gogh-00.jpg

แวนโก๊ะเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ผลงานของเขาโดดเด่นด้วยความงดงาม เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก และมีสีสันสดใส แต่ชีวิตจริงของเขากลับหม่นหมองทุกข์ระทม เขาเกิดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 1853 เป็นเด็กที่เคร่งขรึมจริงจังและคิดมาก เขาต้องทำงานหลายอย่างตั้งแต่เป็นวัยรุ่น แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ก่อนที่จะหันมาสนใจและเริ่มต้นเขียนภาพในวัย 27 ปี และในปี 1885 เขาก็มีผลงานสำคัญชิ้นแรกคือ The Potato Eaters

ปี 1886 แวนโก๊ะย้ายไปอยู่ที่กรุงปารีสที่ซึ่งเขาได้เรียนรู้เทคนิคและแนวทางใหม่ในการเขียนภาพ ได้พบกับศิลปินยุคนั้นหลายคนรวมทั้งปอล โกแก็ง เขาได้พัฒนาฝีมือในการเขียนภาพและสร้างแนวทางของตัวเองที่มีสีสันสดใสขึ้น ต่อมาในปี 1888 เขาย้ายไปอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่เมือง Arles และ Saint-Rémy ที่อยู่ใกล้กัน สองปีที่นี่เป็นจุดสูงสุดของการเป็นศิลปินของแวนโก๊ะ เขาสร้างผลงานชั้นยอดมากมายที่นี่ เช่น Sunflowers, Café Terrace at Night, Irises รวมทั้งผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา The Starry Night

แวนโก๊ะต้องทนทุกข์กับความเจ็บป่วยและอาการโรคจิตผิดปกติ เขาไม่ค่อยใส่ใจต่อสุขภาพ ไม่ค่อยกินอาหารแต่ดื่มจัด เคยคลุ้มคลั่งถึงขั้นใช้มีดโกนตัดใบหูข้างซ้ายของตัวเอง จนในที่สุดเขาก็จบชีวิตด้วยการยิงตัวเองเมื่อปี 1890 ด้วยวัยเพียงแค่ 37 ปี

แวนโก๊ะเหมือนเป็นผู้แพ้ตลอดมา ชีวิตล้มเหลว ถูกประนามว่าเป็นคนบ้า แต่ในช่วงเวลาเพียง 10 ปีของการเป็นจิตรกร เขามีผลงานภาพเขียนกว่า 800 ภาพ แม้ว่าตลอดชีวิตเขาจะขายภาพเขียนได้เพียงภาพเดียว คนซื้อยังเป็นเพื่อนศิลปินของเขาเอง แต่จากฝีแปรงที่หยาบและหนาไม่เหมือนใครกลับถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยม กลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น หลังจากเขาเสียชีวิตภาพเขียนของเขากลับโด่งดังเป็นที่ต้องการ แต่ละภาพถูกซื้อขายด้วยราคาที่แพงลิบลิ่ว

10 ผลงานชิ้นเอกของวินเซนต์ แวนโก๊ะ

Vincent-van-Gogh-01The Starry Night

 

 

Vincent-van-Gogh-02

Sunflowers

 

Vincent-van-Gogh-03

Irises

 

Vincent-van-Gogh-04

Wheat Field with Cypresses

 

Vincent-van-Gogh-05

Café Terrace at Night

 

Vincent-van-Gogh-06

Portrait of Dr. Gachet

 

Vincent-van-Gogh-07

Almond Blossoms

 

Vincent-van-Gogh-08

Self-Portrait with Bandaged Ear

 

Vincent-van-Gogh-09

Starry Night Over the Rhone

 

Vincent-van-Gogh-10

The Potato Eaters

 

5. แรมบรันต์ (Rembrandt)Rembrandt-00

แรมบรันต์เป็นทั้งจิตรกร ช่างพิมพ์ และช่างเขียนแบบ เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ศิลปะ ผลงานของเขามีส่วนทำให้เนเธอร์แลนด์เข้าสู่ยุคทองที่รุ่งเรืองสุดขีดในช่วงศตวรรษที่ 17 แรมบรันต์ศึกษาและเรียนศิลปะที่บ้านเกิดจนอายุได้ 19 ปี จึงไปเรียนศิลปะที่อัมสเตอร์ดัมช่วงสั้นๆกับศิลปินดังยุคนั้น แล้วกลับมาทำงานเป็นศิลปินที่บ้านเกิด เขามีชื่อเสียงตั้งแต่วัยเยาว์ มีลูกศิษย์คนแรกที่ต่อมาเป็นศิลปินดังเช่นกันตั้งแต่อายุ 22 ปี

ปี 1632 แรมบรันต์ย้ายไปปักหลักอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม แต่งงานและมีสตูดิโอของตัวเอง สร้างผลงานชั้นยอดมากมายที่นี่ เช่น The Anatomy Lesson of Dr. Nicolaes Tulp, Danaë และ The Night Watch ที่เป็นผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขา

ผลงานของแรมบรันต์มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องแสงและเงา ที่ทำให้ภาพสวยงามดูมีมิติ สามารถบอกระยะตื้นลึกของภาพได้เสมือนจริง เป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์และนักศิลปศาสตร์จนนำชื่อของเขามาใช้เป็นหนึ่งในประเภทของการจัดแสงถ่ายภาพคือ Rembrandt Lighting

แม้ว่าแรมบรันต์จะประสบความสำเร็จในการเป็นศิลปิน คุณครู และผู้แทนจำหน่ายงานศิลปะ แต่ด้วยการใช้ชีวิตที่โอ่อ่าอวดรวยจึงทำให้เขากลายเป็นบุคคลล้มละลายในปี 1656 ทรัพย์สมบัติของเขารวมถึงของสะสมที่เป็นงานศิลปะและวัตถุโบราณถูกนำออกประมูลขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ กระนั้นก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบกับการทำงานเลย เขายังคงสร้างผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตในปี 1669

10 ผลงานชิ้นเอกของแรมบรันต์

Rembrandt-01The Night Watch

 

 

Rembrandt-02

The Anatomy Lesson of Dr. Nicolaes Tulp

 

Rembrandt-03

Danaë

 

Rembrandt-04

The Jewish Bride

 

Rembrandt-05

Bathsheba at Her Bath

 

Rembrandt-06

Belshazzar’s Feast

 

Rembrandt-07

Self-Portrait with Two Circles

 

Rembrandt-08

Flora

 

Rembrandt-09

Woman Bathing in a Stream

 

Rembrandt-10

Syndics of the Drapers’ Guild

 

6. โกลด มอแน (Claude Monet)Claude-Monet-00

มอแน เป็นผู้ริเริ่มศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ เป็นจิตรกรคนสำคัญของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 ถึง 20 เขาเกิดที่กรุงปารีสเมื่อปี 1840 แต่ไปเติบโตและเรียนศิลปะที่เมืองเลออาฟวร์ ในนอร์ม็องดีทางเหนือของฝรั่งเศส จนอายุ 19 ปีจึงได้มาล่าฝันการเป็นศิลปินต่อในกรุงปารีส ได้เรียนศิลปะเพิ่มและได้พบกับศิลปินที่มีความคิดต่อศิลปะแนวใหม่คล้ายๆกันหลายคน รวมทั้งเอดัวร์ มาแน และปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ ในปี 1865 มอแนได้พบกับ Camille Doncieux ซึ่งมาเป็นนางแบบให้และต่อมาได้เป็นภรรยาคนแรกของเขา มอแนเขียนภาพที่มี Camille อยู่ในภาพด้วยจำนวนมาก ที่โดดเด่นได้แก่ Camille (The Woman in the Green Dress), Women in the Garden, Woman with a Parasol

มอแนกับเพื่อนหลายคนช่วยกันผลักดันภาพเขียนแนวใหม่จนได้จัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกในกรุงปารีสเมื่อปี 1874 มอแนใช้ภาพ ‘Impression, Sunrise’ เป็นภาพหนึ่งในการจัดแสดงซึ่งต่อมาชื่อภาพถูกนำไปใช้เรียกศิลปะแนวใหม่ว่าอิมเพรสชันนิสม์ แต่พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จและยังถูกต่อต้านจากกลุ่มนิยมศิลปะดั้งเดิม ทำให้มอแนต้องอยู่อย่างยากจนข้นแค้นยาวนานถึง 20 ปี

ปี 1883 มอแนย้ายไปอยู่ที่เมืองจิแวร์นีย์ ในนอร์ม็องดี และทำสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ ใช้เป็นสถานที่เขียนภาพไปตลอดจนถึงปั้นปลายของชีวิต ภาพชุด Water Lilies ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา เขียนจากสวนหลังบ้านของเขาเอง ช่วงหลังมอแนนิยมเขียนภาพชุดที่มีองค์ประกอบเดียวกันแต่ต่างมุมมอง ต่างเวลา ต่างสภาวะอากาศและแสงสี เกิดเป็นภาพชุดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากมาย เช่น ชุด Rouen Cathedral, ชุด Poplars, ชุด Haystacks มอแนเสียชีวิตเมื่อปี 1926 ด้วยวัย 86 ปี ทิ้งผลงานให้ผู้คนได้ชื่นชมด้วยความ ‘ประทับใจ’ มากมาย

10 ผลงานชิ้นเอกของโกลด มอแน

Claude-Monet-01Water Lilies

 

 

Claude-Monet-02

Impression, Sunrise

 

Claude-Monet-03

Women in the Garden

 

Claude-Monet-04

Woman with a Parasol – Madame Monet and Her Son

 

Claude-Monet-05

Camille (The Woman in the Green Dress)

 

Claude-Monet-06

Garden at Sainte-Adresse

 

Claude-Monet-07

Poppies

 

Claude-Monet-08

Rouen Cathedral at sunset

 

Claude-Monet-09

Three Trees in Grey Weather

 

Claude-Monet-10

Grainstacks at the End of the Summer, Morning Effect

 

7. โยฮัน เฟอร์เมร์ (Johan Vermeer)Johan-Vermeer-00

เฟอร์เมร์ เป็นชาวดัตช์ เกิดเมื่อปี 1632 ที่เมืองเดลฟท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขาแต่งงานมีครอบครัวและอาศัยอยู่ที่เมืองเดลฟท์ตลอดชีวิต ไม่มีใครรู้เรื่องราวของเขามากนัก รู้เพียงว่าเขาทุ่มเทให้กับการเขียนภาพ เขาทำงานอย่างช้าๆด้วยความประณีต ประกอบกับเสียชีวิตไปด้วยวัยเพียง 43 ปี จึงมีผลงานค่อนข้างน้อย

เฟอร์เมร์ถูกลืมไปเกือบสองร้อยปีเนื่องจากผลงานของเขาถูกคิดว่าเป็นผลงานของคนอื่น จนกระทั่งในปี 1866 มีงานวิจัยของ Thoré-Bürger ที่เป็นนักวิจารณ์งานศิลปะได้ระบุว่ามีชิ้นงานกว่า 70 ภาพเป็นผลงานของเฟอร์เมร์ (ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานของเฟอร์เมร์ 34 ภาพ) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อเสียงของเฟอร์เมร์ก็เริ่มโด่งดังขึ้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นจิตรกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในสมัยยุคทองของเนเธอร์แลนด์ ทัดเทียมกับแรมบรันต์

ผลงานของเฟอร์เมร์มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องการจัดแสง ภาพเขียนของเฟอร์เมร์ได้รับการยกย่องว่าเหมือนจริงที่สุด เหมือนกับภาพถ่ายมากที่สุด ซึ่งมาจากความประณีตในการเขียนภาพและเทคนิคการจัดแสงที่ยอดเยี่ยมของเขา จนช่างภาพในยุคหลังนิยมเอาเทคนิคการจัดแสงของเขามาใช้ในการถ่ายภาพ อย่างเช่นภาพ Girl With A Pearl Earring ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในผลงานของเขา สาวน้อยในภาพเหลียวหลังกลับมาในจังหวะที่แสงสาดมาตกกระทบทำมุมพอดีกับฉากหลังที่เป็นสีมืดทึบ ทำให้เธอโดดเด่นเป็นที่ชื่นชอบลุ่มหลงของผู้คนทั่วโลก

10 ผลงานชิ้นเอกของโยฮัน เฟอร์เมร์

Johan-Vermeer-01Girl with a Pearl Earring

 

 

Johan-Vermeer-02

The Art of Painting

 

Johan-Vermeer-03

The Little Street

 

Johan-Vermeer-04

The Milkmaid

 

Johan-Vermeer-05

View of Delft

 

Johan-Vermeer-06

Woman Holding a Balance

 

Johan-Vermeer-07

The Astronomer

 

Johan-Vermeer-08

A Young Woman standing at a Virginal

 

Johan-Vermeer-09

The Lacemaker

 

Johan-Vermeer-10

Officer and Laughing Girl

 

8. ปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ (Pierre-Auguste Renoir)Pierre-Auguste-Renoir-00

เรอนัวร์เป็นหนึ่งในผู้สร้างศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ที่ให้ความสำคัญของการใช้สีสันสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าให้รายละเอียดที่เหมือนจริง งานของเรอนัวร์จะใช้สีสดใสมีชีวิตชีวา เน้นความสวยงามและเสน่ห์ของผู้หญิง เรอนัวร์เกิดในปี 1841 ที่เมือง Limoges ประเทศฝรั่งเศส แต่มาเติบโตที่กรุงปารีส เรียนศิลปะรุ่นเดียวกับโกลด มอแน เขาได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนภาพจากศิลปินรุ่นพี่หลายคนรวมทั้ง เอดัวร์ มาแน

เรอนัวร์มีผลงานเข้าร่วมในนิทรรศการศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์หลายครั้ง โดยเฉพาะครั้งที่ 3 ในปี 1877 ที่เขาส่ง Dance at Le Moulin de la Galette ภาพเขียนที่โด่งดังที่สุดของเขาเข้าร่วมด้วย แต่เขามาประสบความสำเร็จกลายเป็นศิลปินยอดนิยมด้วยภาพ Madame Georges Charpentier and Her Children ที่ได้จัดแสดงในปี 1879 เรอนัวร์แต่งงานกับ Aline Charigot ผู้เป็นนางแบบให้ในภาพ Luncheon of the Boating Party และ The Large Bathers

ราวปี 1892 เรอนัวร์เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ทำให้ต้องย้ายไปอยู่ในเมือง Cagnes-sur-Mer ที่มีอากาศอบอุ่นทางใต้ของประเทศ โรคข้ออักเสบทำให้เขาเคลื่อนไหวลำบาก แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ ยังคงเขียนภาพอย่างต่อเนื่อง โดยได้พัฒนาอุปกรณ์ช่วยให้เขาทำงานได้ แม้แต่ตอนที่อาการรุนแรงจนนิ้วมือเป็นอัมพาตขยับไม่ได้ เขายังใช้ผ้าผูกแปรงติดกับนิ้วมือเขียนภาพจนได้ สิ่งที่ปลอบประโลมใจเขาในปั้นปลายของชีวิตคือการได้กลับไปที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เพื่อดูภาพเขียนของเขาเองที่แขวนเคียงคู่อยู่กับศิลปินชั้นนำคนอื่นๆ เขาเสียชีวิตในปี 1926 ด้วยวัย 78 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์

Pierre-Auguste-Renoir-01Dance at Le Moulin de la Galette

 

 

Pierre-Auguste-Renoir-02

Luncheon of the Boating Party

 

Pierre-Auguste-Renoir-03

Two Sisters (On the Terrace)

 

Pierre-Auguste-Renoir-04

The Large Bathers

 

Pierre-Auguste-Renoir-05

Dance at Bougival

 

Pierre-Auguste-Renoir-06

La Grenouillère

 

Pierre-Auguste-Renoir-07

Girls at the Piano

 

Pierre-Auguste-Renoir-08

The Theatre Box

 

Pierre-Auguste-Renoir-09

The Umbrellas

 

Pierre-Auguste-Renoir-10

Madame Georges Charpentier and Her Children

 

9. ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli)Sandro-Botticelli-00

บอตติเชลลีเป็นศิลปินที่โดดเด่นในยุคเรอเนสซองส์ตอนต้น ก่อนหน้ายุคของดา วินชีและไมเคิลแอนเจโล เขาเกิดในปี 1445 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ตอนเด็กฝึกเป็นช่างทอง พอเป็นวัยรุ่นจึงเปลี่ยนมาเป็นจิตกร ผลงานส่วนใหญ่ทำให้กับตระกูลเมดิชีซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองฟลอเรนซ์ บอตติเชลลีมีชื่อเสียงรุ่งโรจน์อย่างยาวนานภายใต้การอุปถัมภ์ของตระกูลนี้ เคยเป็นคณะกรรมการพิจารณาที่ตั้งรูปแกะสลักเดวิดของไมเคิลแอนเจโลร่วมกับดา วินชี แต่ในช่วงปั้นปลายชีวิตชื่อเสียงต้องตกต่ำด่างพร้อยตามผู้อุปภัมภ์ที่หมดอำนาจ เขาจึงไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร แต่ผลงานของเขามิได้ด้อยค่าลงยืนยงเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

ภาพเขียนของบอตติเชลลีเป็นสไตล์โบราณ แต่โดดเด่นที่ความอ่อนหวานประณีตงดงาม อย่างเช่น ภาพ The Birth of Venus และ Primavera ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากที่สุด ไปจนถึงภาพ Portrait of a Young Woman และ Madonna of the Book บอตติเชลลียังได้ร่วมสร้างภาพเฟรสโกที่ผนังของโบสถ์น้อยซิสตินเช่นเดียวกับศิลปินชั้นนำในยุคนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่งานที่เขาถนัดมากนักแต่ผลงานภาพ Trial of Moses ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

บอตติเชลลีหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Simonetta Vespucci แต่ไม่สมหวังเพราะเธอแต่งงานแล้ว หลายคนเชื่อว่าเธอคือนางแบบในภาพของบอตติเชลลีหลายภาพรวมทั้ง The Birth of Venus และ Portrait of a Young Woman ทั้งๆที่เธอเสียชีวิตไปก่อนที่เขาจะเขียนภาพเหล่านั้นหลายปี บอตติเชลลีเคยขอร้องไว้ว่าให้ฝังร่างของเขาไว้แทบเท้าของเธอ และความหวังของเขาก็เป็นจริงในอีก 34 ปีต่อมาเมื่อเขาเสียชีวิตในปี 1510

10 ผลงานชิ้นเอกของซานโดร บอตติเชลลี

Sandro-Botticelli-01The Birth of Venus

 

 

Sandro-Botticelli-02

Primavera

 

Sandro-Botticelli-03

Adoration of the Magi

 

Sandro-Botticelli-04

Madonna of the Magnificat

 

Sandro-Botticelli-05

Fortitude

 

Sandro-Botticelli-06

Mars and Venus

 

Sandro-Botticelli-07

Portrait of a young woman

 

Sandro-Botticelli-08

Trials of Moses

 

Sandro-Botticelli-10

Portrait of a Man with a Medal of Cosimo the Elder

 

Sandro-Botticelli-10

Madonna of the Book

 

10. ซัลบาโด ดาลี (Salvador Dalí)Salvador-Dali-00

ดาลีเป็นศิลปินแนวเหนือจริงเลื่องชื่อชาวสเปน เกิดในปี 1904 มีแววอัจฉริยะทางศิลปะที่มีความคิดเป็นของตัวเองแน่วแน่ไม่ตามใครมาตั้งแต่เด็ก อายุแค่ 14 ปีก็ได้แสดงนิทรรศการผลงานภาพเขียนของตัวเองแล้ว เข้าเรียนโรงเรียนศิลปะแต่ไม่เคยเข้าห้องสอบเพราะคิดว่าไม่มีใครตัดสิน “ศิลปะ” ได้ ถูกไล่ออกจากโรงเรียนสองครั้งเขาก็ไม่ใส่ใจ ยังคงสนใจเรียนรู้ด้านศิลปะต่อเนื่อง เขาศึกษางานของศิลปินชั้นครูรุ่นก่อนอย่างหลากหลายทั้งแนวคลาสสิคและสมัยใหม่ รวมทั้งงานของราฟาเอล เฟอร์เมร์ และปีกัสโซที่เขาเคารพนับถือเป็นพิเศษ

ผลงานของดาลีแปลกแหวกแนวด้วยความคิดสร้างสรรค์ล้ำยุคและสไตล์การเขียนภาพในแบบฉบับของตัวเอง แต่ละภาพของเขาซ่อนความหมายให้ผู้ชมได้จินตนาการและตีความเอาเองด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ อย่างเช่นภาพ The Persistence of Memory หรือภาพนาฬิกาหลอมเหลวอันโด่งดังของเขา ก็ดูจะแฝงความหมายของการปฏิเสธว่าเวลาไม่ใช่เป็นสิ่งที่กำหนดตายตัวที่ทำให้นึกถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์

ดาลีได้สร้างผลงานไว้มากมาย ภาพเขียนกว่า 1,500 ภาพ และยังมีงานด้านอื่นๆ เช่น ประติมากรรม ภาพยนตร์ แฟชั่น สถาปัตยกรรม ฯลฯ ตลอดชีวิตเขาคงเอกลักษณ์ความแปลกไม่เหมือนใครทั้งผลงานและชีวิตจริง เขาเคยเข้าร่วมกับกลุ่มลัทธิเหนือจริงแต่ไม่ทำตามกฎเกณฑ์จนถูกขับออกจากกลุ่ม เขาไม่ใส่ใจแถมบอกว่าเขาต่างหากที่เป็นพวกเหนือจริงตัวจริง ดาลีนับเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีผลงานโดดเด่นและมีอิทธิพลต่อวงการศิลปะมากที่สุดในศตวรรษที่ 20

10 ผลงานชิ้นเอกของซัลบาโด ดาลี

Salvador-Dali-01The Persistence of Memory

 

 

Salvador-Dali-02

Swans Reflecting Elephants

 

Salvador-Dali-03

The Great Masturbator

 

Salvador-Dali-04

Christ of Saint John of the Cross

 

Salvador-Dali-05

Soft Construction with Boiled Beans

 

Salvador-Dali-06

The Burning Giraffe

 

Salvador-Dali-07

Metamorphosis of Narcissus

 

Salvador-Dali-08

Galatea of the Spheres

 

Salvador-Dali-09

Dream Caused by the Flight of a Bee Around a Pomegranate

 

Salvador-Dali-10

The Elephants

 

นอกจาก 10 ท่านนี้แล้วยังมีศิลปินเอกของโลกที่มีผลงานทัดเทียมกันอีกมาก เช่น ราฟาเอล, การาวัจโจ, ฌาค-หลุยส์ ดาวิด, ฌ็อง-โอกุสต์-ดอมีนิก แอ็งกร์, เอดัวร์ มาแน, กุสตาฟ คลิมต์, เอ็ดเวิร์ด มุงค์ และอีกหลายท่าน ซึ่งต้องขอบคุณศิลปินชั้นครูเหล่านี้ที่ได้สร้างผลงานให้โลกได้ชื่นชมอย่างมีความสุขตลอดมา

 

ข้อมูลและภาพจาก wikipedia, the official websites of the artists

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *