ลืม ‘BMI’ ไปได้เลยเพราะเรามีวิธีการวัดแบบใหม่ที่แม่นยำกว่าคือ ‘BVI’

เวลาเราไปหาหมอที่โรงพยาบาลเรื่องแรกๆที่ตัองทำนอกจากวัดความดันก็คือการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง ซึ่งจะถูกใช้ไปคำนวณค่าดรรชนีมวลกาย (Body Mass Index) หรือ BMI เพื่อใช้เป็นตัวบ่งชี้ว่าเราอ้วนหรือผอมเกินไปหรือไม่ BMI เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้บอกว่าเรามีไขมันในร่างกายมากเกินไปจนเสี่ยงต่อการมีสุขภาพไม่ดี หรือเสี่ยงต่อการเป็นโรคสำคัญบางอย่างหรือไม่

BMI ถูกคิดค้นตั้งแต่ทศวรรษ 1830 ได้รับความนิยมใช้งานตลอดมาถึงปัจจุบัน แต่ตอนนี้อาจถึงเวลาตกยุคแล้วก็ได้ เนื่องจากค่า BMI มีปัญหาในหลายประเด็นที่ไม่ได้สะท้อนปริมาณไขมันในร่างกายได้ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง และที่สำคัญเราได้คิดค้นเครื่องมืออย่างอื่นที่วัดค่าออกมาได้ถูกต้องแม่นยำกว่านั่นเอง

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนบอกว่าค่า BMI มีปัญหาหลักๆอยู่ 4 อย่างได้แก่

  • ไม่ได้ให้ค่าที่ดีพอสำหรับการพิจารณาว่าเรามีไขมันในร่างกายมากน้อยอย่างไร
  • ให้ค่าแตกต่างกันอย่างมากขึ้นอยู่กับเพศ เช่น ผู้ชายและผู้หญิงที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายเท่ากันอาจมีค่า BMI ที่แตกต่างกันมาก
  • การที่มีค่า BMI ที่สูงอาจไม่ได้หมายความว่าเป็นคนอ้วน คนเราอาจมีค่า BMI สูงแม้ว่าจะมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นผู้ชายและมีกล้ามเนื้อมาก
  • การคำนวณค่า BMI ไม่ได้นำระยะรอบเอวมาเกี่ยวข้องด้วยเลย ซึ่งระยะรอบเอวเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีสำหรับความเสี่ยงในการเป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคหัวใจและเบาหวาน

วิดีโอด้านล่างอธิบายจุดด้อยหรือปัญหาของค่า BMI

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2017 ที่ผ่านมา ทีมวิจัยจาก Mayo Clinic ได้ให้ข่าวเรื่องเครื่องมือใหม่ที่จะมาแทน BMI ในอนาคต คือ Body Volume Indicator หรือ BVI ซึ่งจะเป็นการวัดอัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างปริมาตรของร่างกายทั้งหมดกับปริมาตรของหน้าท้องหรือพุง

มันอาจจะฟังดูแปลกๆ แต่รอบเอวคนเราจะเป็นตัวบอกถึงสุขภาพ งานวิจัยจำนวนมากได้บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ของไขมันที่หน้าท้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและเบาหวาน

งานวิจัยขนาดใหญ่เมื่อปี 2012 นักวิจัยได้ดูข้อมูลของชาวยุโรปมากกว่า 340,000 คน พบว่าคนที่มีน้ำหนักเกินและมีรอบเอว 34.5 นิ้วขึ้นไปสำหรับผู้หญิง รอบเอว 40 นิ้วขึ้นไปสำหรับผู้ชาย มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานเท่ากับคนที่เป็นโรคอ้วน

หนึ่งในหลุมพรางที่น่ากลัวที่สุดของ BMI คือการที่ไม่ได้เอาไขมันหน้าท้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ใช้แค่เพียงส่วนสูงและน้ำหนัก ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ไม่ค่อยมีไขมันแต่มีกล้ามเนื้อเยอะเมื่อวัดด้วยค่า BMI จึงกลายเป็นคนที่มีน้ำหนักเกิน และ BVI จะเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่าไขมันส่วนเกินรอบเอวจะสัมพันธ์กับสุขภาพที่ไม่ดีอย่างไร แต่พวกเขาคิดว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องกับไขมันภายในร่างกายที่เรียกว่า Visceral Fat อาจเข้าไปรบกวนการทำงานตามปกติของอวัยวะภายใน

Mayo Clinic และองค์กรด้านสุขภาพหลายแห่งร่วมมือกับบริษัท Select Research พัฒนาแอพพลิเคชั่นเรียกว่า BVI Pro สามารถวัดค่า BVI ด้วยกล้องถ่ายรูปของ iPad เพียงถ่ายภาพด้านหน้าและด้านข้างสองภาพ บันทึกข้อมูลที่จำเป็น เช่น อายุและการออกกำลังกาย จากนั้นแอพจะทำการคำนวณและสร้างภาพการกระจายของไขมันได้อย่างแม่นยำ รวมไปถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง

“ด้วยการวัดน้ำหนักและไขมันในร่างกายโดยเน้นที่บริเวณหน้าท้องและรอบเอว” Jose Medina Inojosa นักวิจัยที่ Mayo Clinic กล่าว “ค่า BVI จะเป็นเครื่องมือใหม่ที่ใช้ในการวินิจฉัยที่มีศักยภาพสูง”

วิดีโอด้านล่างแสดงการใช้แอพ BVI Pro ด้วย iPad

 


ข้อมูลและภาพจาก   businessinsider, digitaltrends


Leave a Reply

Your email address will not be published.