10 โรคระบาดร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่คร่าชีวิตชาวโลกไปหลายล้านคน

10 โรคระบาดร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่คร่าชีวิตชาวโลกไปหลายล้านคน

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 (COVID-19) ที่เริ่มต้นขึ้นที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2019 ได้ลุกลามแผ่ขยายไปเกือบทุกภูมิภาคของโลกเป็นที่หวาดหวั่นขวัญผวาของผู้คนทั่วโลก แต่ในอดีตที่ผ่านมาโลกได้เกิดโรคระบาดร้ายแรงยิ่งกว่านี้หลายสิบครั้งคร่าชีวิตชาวโลกไปหลายล้านคน

ภาพข้างล่างแสดงการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่บนโลกทั้งหมดนับตั้งแต่การระบาดอันโตนินในยุคจักรวรรดิโรมันในช่วงศตวรรษที่ 2 จนถึงการระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน เรามาย้อนกลับไปดู 10 โรคระบาดร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ว่าเกิดจากอะไรและทำให้ผู้คนเจ็บป่วยล้มตายไปมากมายขนาดไหน

history-of-plague-02

 
1. มรณะดำ (The Black Death)

history-of-plague-03

มรณะดำคือการระบาดของกาฬโรคครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 1347 – 1351 สร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ราว 75 – 200 ล้านคน สาเหตุของโรคคือเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis คาดว่ามีจุดกำเนิดในจีนหรือเอเชียกลางจากนั้นแพร่ระบาดมาตามเส้นทางสายไหมถึงไครเมียในปี 1346 หมัดหนูซึ่งอาศัยอยู่ในหนูดำที่อยู่บนเรือพาณิชย์ทั่วไปน่าจะเป็นตัวนำโรคจากไครเมียแล้วแพร่กระจายระบาดไปทั่วเมดิเตอร์เรเนียนและทวีปยุโรป ประเมินกันว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวน 30 – 60% ของประชากรทั้งทวีปยุโรป ก่อให้เกิดกลียุคทั้งทางศาสนา สังคม และเศรษฐกิจทั่วยุโรป กว่าจะกลับคืนสู่ปกติต้องใช้เวลานานถึง 150 ปี

 
2. โรคฝีดาษระบาดบนโลกใหม่ (New World Smallpox Outbreak)

history-of-plague-04

โรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่มีมานานนับหมื่นปี เกิดจากเชื้อไวรัส Variola ผู้เป็นโรคฝีดาษมีอัตราการตายสูงถึง 30% คนที่หายป่วยจะมีแผลเป็นตามตัวบางคนตาบอด โรคฝีดาษมีการระบาดใหญ่มาแล้วหลายครั้งในหลายภูมิภาค เมื่อราวปี 1520 ชาวยุโรปที่ไปค้นหาดินแดนแห่งใหม่บนทวีปอเมริกาที่เรียกกันว่าโลกใหม่ (New World) ได้นำโรคฝีดาษไปแพร่ด้วย ทำให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่เริ่มที่บริเวณเม็กซิโกคร่าชีวิตชนเผ่าพื้นเมืองที่นั่นไปราว 90% เป็นจำนวนหลายล้านคน จักวรรดิแอซเท็กที่เจริญรุ่งเรืองมานานปีถึงกับล่มสลายไปหลังเกิดการระบาดของโรคฝีดาษ ต่อมาโรคฝีดาษยังระบาดลุกลามไปยังชิลีและดินแดนอื่นๆทั่วทวีปอเมริกาต่อเนื่องเป็นเวลานานจนถึงปี 1902 รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตมากถึง 56 ล้านคน

 
3. ไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu)

history-of-plague-05

เกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั่วทวีปยุโรปและอเมริกาเริ่มจากเดือนมกราคม 1918 มีผู้เสียชีวิตมากผิดปกติ ต่อมาจึงทราบว่าสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Influenza A (H1N1) แต่ในขณะนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ละประเทศจึงปกปิดไม่รายงานการเกิดโรคระบาดยกเว้นประเทศสเปนที่เป็นกลาง โรคนี้จึงถูกเรียกว่า “ไข้หวัดสเปน” การระบาดรุนแรงแพร่กระจายไปทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อราว 500 ล้านคนหรือราวหนึ่งในสี่ของประชากรโลกในขณะนั้นและมีผู้เสียชีวิตราว 40 – 50 ล้านคน พอถึงปี 1920 การระบาดกลับลดลงและหายไปโดยสิ้นเชิงในเดือนธันวาคมปีนั้นเอง กลายเป็นปริศนาที่ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

 
4. กาฬโรคแห่งจัสติเนียน (Plague of Justinian)

history-of-plague-06

เป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นในจักรวรรดิไบแซนไทน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือกรุงอิสตันบูล) ซึ่งเมืองหลวงของจักรวรรดิ รวมทั้งในจักรวรรดิซาเซเนียนหรือจักรวรรดิเปอร์เชียและเมืองท่ารอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมด จากการศึกษาวิเคราะห์ได้ผลสรุปว่าสาเหตุของโรคระบาดคือเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis ตัวเดียวกับที่ทำให้เกิด The Black Death นั่นเองแต่เป็นคนละสายพันธุ์ คาดว่าเชื้อโรคแพร่มาจากเอเชียกลางผ่านมายังอียิปต์โดยมีหมัดหนูที่อาศัยอยู่ในเรือขนสินค้าเป็นพาหะ จนมาถึงจักรวรรดิไบแซนไทน์ในปี 541 แล้วเกิดการระบาดไปทั่วภูมิภาคแถบนี้ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นเบือ ช่วงที่รุนแรงที่สุดเฉพาะในกรุงคอนสแตนติโนเปิลมีผู้เสียชีวิตถึงวันละ 10,000 คน แม้แต่กษัตริย์จัสติเนียนที่ 1 (Justinian I) ก็ยังติดเชื้อล้มป่วยด้วยแต่รอดตาย การระบาดครั้งนี้จึงถูกเรียกว่ากาฬโรคแห่งจัสติเนียน หลังการระบาดอย่างหนักในระหว่างปี 541 – 542 โรคระบาดยังแพร่ขยายลุกลามไปยังเมืองท่าชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมดอย่างต่อเนื่องอีกกว่าสองศตวรรษจนสิ้นสุดเมื่อปี 750 กาฬโรคแห่งจัสติเนียนทำให้ผู้คนเสียชีวิตไปราว 30 – 50 ล้านคน และยังทำให้ทั้งสองจักรวรรดิอ่อนแอลงอย่างมากจนในที่สุดต้องเสียดินแดนให้กับชาวมุสลิม

 
5. การติดเชื้อไวรัสเอชไอวีและโรคเอดส์ (HIV/AIDS)

history-of-plague-07

โรคเอดส์หรือกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อมถูกพบครั้งแรกในปี 1981 สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีซึ่งมีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปแอฟริกาแพร่มาสู่มนุษย์ผ่านทางลิงชิมแปนซี โรคเอดส์สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์หรือการใช้เข็มฉีดยาที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ปัจจุบันมีการระบาดของเอดส์ไปทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีสะสมทั่วโลกราว 75 ล้านคน ในแต่ละปียังมีผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นปีละเกือบ 2 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ทั้งหมดราว 25 – 35 ล้านคน แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเอดส์และยังไม่มีหนทางรักษาให้หายขาด แต่มียาต้านไวรัสที่สามารถลดอัตราการตายและภาวะทุพพลภาพได้ดี เพียงแต่ว่ายาเหล่านั้นยังมีราคาแพง

 
6. การระบาดครั้งที่ 3 (The Third Plague)

history-of-plague-08

การระบาดใหญ่ของกาฬโรคครั้งแรกคือกาฬโรคแห่งจัสติเนียน ครั้งที่สองคือมรณะดำ ส่วนการระบาดใหญ่ครั้งที่ 3 เริ่มขึ้นที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีนในปี ค.ศ. 1855 จากนั้นได้เกิดการระบาดไปทั่วโลกต่อเนื่องนานกว่าศตวรรษและสิ้นสุดลงในปี 1960 การระบาดครั้งนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปราว 12 ล้านคน ประเทศอินเดียกับจีนมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด เฉพาะที่อินเดียมากถึง 10 ล้านคน ในปี 1894 Alexandre Emile Jean Yersin นายแพทย์ชาวฝรั่งเศสได้ค้นพบเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของกาฬโรคซึ่งก็คือเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis ที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ หลังการค้นพบเชื้อโรคจึงมีการพัฒนาวิธีการรักษาและวัคซีนป้องกันกาฬโรค ปัจจุบันไม่ค่อยพบการระบาดของโรคนี้และสามารถรักษาผู้ติดเชื้อให้หายได้หากตรวจพบเร็ว

 
7. การระบาดอันโตนิน (Antonine Plague)

history-of-plague-09

การระบาดอันโตนินเกิดขึ้นในจักรวรรดิโรมันในปี 165 หลังจากที่กองทัพโรมันกลับมาจากการไปปราบกบฏแถบบริเวณที่เป็นอิหร่านในปัจจุบัน พวกเขาไม่เพียงนำทรัพย์สมบัติมีค่ากลับมาเท่านั้น แต่ยังได้นำเอาเชื้อโรคร้ายแรงติดกลับมาด้วย เมื่อกองทัพเดินทางกลับเชื้อโรคได้แพร่กระจายไปทุกที่ที่พวกเขาเดินทางผ่านจนถึงกรุงโรม เกิดการระบาดอย่างรุนแรงเป็นเวลานานก่อนจะสิ้นสุดลงในปี 180 ประชากรของจักรวรรดิโรมันติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ในช่วงที่ระบาดหนักที่สุดในกรุงโรมมีผู้เสียชีวิตมากถึงวันละ 2,000 คน แม้กระทั่งจักรพรรดิ Lucius Verus และ Marcus Aurelius Antoninus ที่ปกครองโรมันร่วมกันก็เสียชีวิตด้วยโรคนี้ทั้งคู่ การระบาดอันโตนินทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดราว 5 ล้านคน ส่วนสาเหตุของโรคนักวิชาการเชื่อว่าน่าจะเป็นโรคฝีดาษโดยวิเคราะห์จากข้อมูลที่ Galen แพทย์ชาวกรีกได้บันทึกเอาไว้

 
8. การระบาดใหญ่ศตวรรษที่ 17 (17 Century Great Plague)

history-of-plague-10

การระบาดใหญ่ของกาฬโรคเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศทั่วทวีปยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 17 เริ่มจากอังกฤษแล้วต่อด้วยฝรั่งเศส, อิตาลี, สเปน, รัสเซีย, มอลต้า และออสเตรีย ทุกประเทศมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากรวมทั้งหมดราว 3 ล้านคน เฉพาะฝรั่งเศสที่เดียวมากกว่า 1 ล้านคน รัสเซีย 700,000 คน สเปน 500,000 คน ส่วนที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเกิดการระบาดใหญ่ 2 ครั้งมีผู้เสียชีวิตราว 150,000 คน

 
9. ไข้หวัดใหญ่เอเซีย (Asian Flu)

history-of-plague-11

ปี 1975 เกิดการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ในทวีปเอเชียตะวันออกและต่อมายังลุกลามแผ่ขยายไปอีกหลายประเทศทั่วโลก สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Influenza A (H2N2) การระบาดเริิ่มต้นที่ประเทศสิงคโปร์ ลามไปยังประเทศจีนและฮ่องกง ต่อด้วยเมืองชายฝั่งของสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ มีผู้เสียชีวิตรวมกันราว 1.1 ล้านคน

 
10. ไข้หวัดใหญ่รัสเซีย (Russian Flu)

history-of-plague-12

การระบาดของไข้หวัดใหญ่คราวนี้เริ่มต้นขึ้นที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซียในเดือนธันวาคม 1889 หลังจากนั้นแค่ 4 เดือนการระบาดได้ลุกลามไปทั่วซีกโลกด้านเหนือ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมดราว 1 ล้านคน ส่วนสาเหตุเชื่อกันว่าเกิดจากเชื้อไวรัส Influenza A (H2N2) แม้ว่าจากหลักฐานยังไม่ได้ข้อสรุป

 
ข้อมูลและภาพจาก visualcapitalist, wikipedia, history


Leave a Reply

Your email address will not be published.