17 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรุ้งกินน้ำ

รุ้งกินน้ำเป็นสิ่งที่สวยงามจนมองแบบตะลึงเหมือนกับดาวตกและแสงเหนือ มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ดูเหมือนจะเกิดจากการใช้เวทมนตร์เนรมิตรขึ้นมา

เราทุกคนอาจเคยได้ยินเรื่องเล่าว่ามีถุงทองคำรอคนที่โชคดีอยู่ที่ปลายทางของรุ้งกินน้ำ แต่ว่ายังมีเรื่องราวความเป็นมาและข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์หลากสีนี้อีกหลายอย่าง ติดตามดูกันได้เลย

1. รุ้งกินน้ำ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Rainbow” มาจากคำว่า Arcus Pluvius ในภาษาละติน หมายถึง “rainy arch – ซุ้มประตูโค้งที่มีฝนตก”

2. ในสมัย​​กรีกและโรมันเชื่อกันว่ารุ้งกินน้ำเป็นเส้นทางที่สร้างขึ้นโดยไอริส (Iris) เทพีแห่งสายรุ้ง ที่จะนำพาพวกเราไปสู่ความเป็นอมตะ

3. ชาวกรีกใช้คำว่า “Iris” ในการบอกถึงแถบสีรูปวงกลม เช่นม่านตาหรือแม้กระทั่งจุดบนหางของนกยูง รวมถึงคำอื่นๆที่บอกเป็นนัยๆถึงเทพธิดาแห่งสายรุ้ง ได้แก่ดอกไอริส ธาตุอิริเดียม เป็นต้น

4. แม้ว่ารุ้งกินน้ำจะปรากฏอย่างเด่นชัดในตำนานความเชื่อและศาสนาของวัฒนธรรมมากมายตลอดประวัติศาสตร์ แต่ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆมันคืออะไรจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 17

5. โฮเมอร์ กวีผู้แต่งมหากาพย์ชาวกรีกเชื่อว่ารุ้งเกิดจากสีม่วงเพียงสีเดียว

6. เซโนฟาเนส นักปรัชญากรีกได้เพิ่มอีกสองสี คือบอกว่ารุ้งประกอบด้วยสีม่วง สีเขียวเหลือง และสีแดง

rainbow-2

7. อริสโตเติล เห็นด้วยกับเซโนฟาเนส โดยระบุไว้ในหนังสือ Meteorologica ของเขา “รุ้งมีสามสี สามสีเท่านั้น และไม่มีสีอื่น”

8. ในระหว่างยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) มีการสรุปว่ารุ้งมี 4 สี ได้แก่ สีแดง สีฟ้า สีเขียว และสีเหลือง ต่อมาในศตวรรษที่ 17 นักคิดทางโลกตะวันตกได้ยอมรับกันว่ารุ้งมี 5 สี คือสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า และสีม่วง

9. ในปี 1637 เรอเน เดการ์ต นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ค้นพบว่ารุ้งเกิดจากแสงของดวงอาทิตย์ที่ถูกแยกออกเป็นสีต่างๆโดยฝน

10. ในปี 1666 เซอร์ไอแซก นิวตัน ได้เพิ่มสีครามและสีส้มทำให้ครบเจ็ดสี ที่เรียกชื่อย่อว่า Roy G. Biv (หมายถึง Red, Orange, Yellow, Green, Blue, Indego, Violet ) ที่เราทุกคนรู้กันดีนั่นเอง แต่ในประเทศจีนรุ้งจะมีเพียงห้าสีเท่านั้น

11. ที่จริงมันไม่มีจำนวนสีของรุ้งที่แน่นอน แต่ละสีผสมผสานกับสีถัดไปโดยไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับการตีความของคนที่เห็นมันและวัฒนธรรมที่ได้กำหนดไว้

12. และในความเป็นจริงรุ้งไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง มันไม่ได้เป็นวัตถุ มันเป็นปรากฏการณ์ทางแสง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าไม่มีคนสองคนใดที่มองเห็นรุ้งเหมือนกันเป๊ะ


13. สำนักข่าว The Telegraph อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ฝนจะทำหน้าที่เป็นกระจกบานเล็กๆ เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลังคุณ แสงอาทิตย์ส่องผ่านละอองฝ​​นทางด้านหน้าของคุณ สะท้อนพื้นผิวด้านหลังของมันกลับมาที่คุณ แสงจะเกิดการหักเหเล็กน้อยเมื่อมันผ่านจากอากาศลงไปในน้ำ และจากน้ำกลับมาสู่อากาศอีกครั้ง แสงอาทิตย์ที่เรามองเห็นเป็นสีขาวนั้นประกอบขึ้นจากแสงสีต่างๆที่มีความยาวคลื่นไม่เท่ากัน มุมที่แสงหักเหจะขึ้นกับความยาวคลื่น จึงเห็นเป็นแถบสีต่างๆปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า โดยมีสีม่วงอยู่ชั้นในสุดและสีแดงอยู่ชั้นนอกสุด ฝนทำหน้าที่เหมือนเป็นทั้งปริซึม (หักเห) และกระจก (สะท้อน)”

14. รุ้งสองเส้น (Double Rainbow) เกิดขึ้นเมื่อแสงมีการสะท้อนภายในละอองน้ำมากกว่าหนึ่งครั้งก่อนที่จะผ่านออกมา แถบสีของรุ้งเส้นที่สองจะสลับกับเส้นแรก บางครั้งรุ้งเส้นที่สามหรือสี่ก็สามารถมองเห็นได้

15. ท้องฟ้าบริเวณพื้นที่ตรงกลางระหว่างรุ้งสองเส้นจะมืดครึ้มกว่าพื้นที่ปกติเพราะแสงสะท้อนในละอองฝ​​นบริเวณนี้จะมาไม่ถึงผู้สังเกตการณ์  เราเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า Alexander’s band หรือ Alexander’s Dark Band ซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Alexander of Aphrodisias ผู้อธิบายการเกิดปรากฏการณ์นี้เป็นคนแรกในในปี 200

rainbow-3

16. สายรุ้งสามารถเกิดขึ้นได้ในหมอก หมอกน้ำค้าง ละอองน้ำทะเล น้ำตก และทุกที่ที่แสงพบกับน้ำในท้องฟ้าในมุมที่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ยังมีรุ้งจันทรา (moonbow หรือ Lunar rainbow) ที่เกิดขึ้นในเวลากลางคืนด้วยแสงของดวงจันทร์ซึ่งหาดูได้ยากมาก

17. สายรุ้งที่สังเกตเห็นยาวนานที่สุดในโลก เกิดขึ้นในเมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1994 มันเกิดขึ้นเวลาเก้าโมงเช้าจนถึงบ่ายสามโมง

พูดถึงเรื่องรุ้งกินน้ำทำให้นึกถึงเพลงที่ประทับใจมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น Somewhere Over the Rainbow ฟังอีกรอบแล้วกัน

 

แต่เพลง Somewhere Over the Rainbow เวอร์ชั่นยอดนิยมอันดับ 1 ในยูทูปเป็นของนักดนตรีชาวพื้นเมืองฮาวาย Israel Kamakawiwo’ole ลองฟังดู

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.