10 สุดยอดศิลปินเอก/จิตรกรเอกชาวสเปนกับ 10 ผลงานชิ้นเอก

สเปนมีความเจริญก้าวหน้าทางศิลปะโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านจิตรกรรมมาตั้งแต่ยุคเรอเนสซองส์ในศตวรรษที่ 16 จนมาถึงยุคทองของสเปน (Spanish Golden Age) ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากอิตาลีและฝรั่งเศส ในแต่ละยุคจะมีศิลปินชั้นยอดของสเปนผุดขึ้นมาอยู่เสมอแม้จะไม่มากเท่าประเทศต้นแบบ แต่พอถึงยุคศิลปะสมัยใหม่สเปนกลับมีศิลปินที่โดดเด่นมากมายเหนือชาติอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 20 มีอัจฉริยะศิลปินระดับสุดยอดของโลกหลายคนที่เป็นชาวสเปน แม้ว่าส่วนหนึ่งของพวกเขาเหล่านั้นจะไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกรุงปารีสซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะและเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าศิลปินชั้นนำ

และต่อไปนี้คือ 10 สุดยอดศิลปินเอกชาวสเปนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดกับ 10 ผลงานชิ้นเอกของพวกเขา

1. ปาโบล ปีกัสโซ (Pablo Picasso)Pablo-Picasso-00

ปีกัสโซ เป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งศิลปะสมัยใหม่ เกิดเมื่อปี 1881 ที่เมืองมาลากา ประเทศสเปน เขาเติบโตและเรียนหนังสือในสเปน แต่ไปปักหลักอาศัยอยู่ที่ปารีสอย่างถาวรตั้งแต่ปี 1900 ผลงานของปีกัสโซมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงตามห้วงเวลาในช่วงชีวิตและแนวคิดในการสร้างสรรค์ ช่วงแรกเรียกว่ายุคสีน้ำเงิน (Blue Period) ใช้สีฟ้ากับฟ้าอมเขียวเป็นหลัก ภาพออกมาในโทนหม่นหมองเศร้าซึม ภาพที่โดดเด่นในยุคนี้ได้แก่ The Old Guitarist และ La Vie ถัดมาเป็นยุคสีชมพู (Rose Period) ภาพจะมีสีสันสดใสมากขึ้นด้วยสีส้มและสีชมพู มักจะมีลายข้าวหลามตัดและนักแสดงละครสัตว์เป็นส่วนประกอบ ภาพเด่นยุคนี้คือ Boy with a Pipe และ Family of Saltimbanques

ปี 1907 ปีกัสโซได้เปลี่ยนสไตล์ด้วยการเขียนภาพ Les Demoiselles d’Avignon ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแอฟริกา ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์งานศิลปะสมัยใหม่ในยุคต่อมาคือศิลปะแบบคิวบิสม์ (Cubism) ผลงานสำคัญของปีกัสโซในยุคนี้ได้แก่ Three Musicians และ Girl before a Mirror ในปี 1937 ปีกัสโซได้เขียนภาพเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ‘Guernica’ ซึ่งนำเสนอภาพสัญลักษณ์ที่สะท้อนความโหดร้ายและความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอันเป็นผลพวงจากสงคราม

ปีกัสโซได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินเอกของโลกตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ มีโอกาสได้ชื่นชมกับความสำเร็จของตัวเอง ได้ใช้ชีวิตที่ร่ำรวยหรูหรา ไม่ได้เป็นศิลปินไส้แห้งแบบคนอื่น ปีกัสโซเสียชีวิตในปี 1973 ด้วยวัย 91 ปี ฝากผลงานอันทรงคุณค่าให้โลกได้ชื่นชมด้วยภาพเขียนกว่า 13,000 ภาพและงานศิลปะอื่นอีกมากมาย สมกับเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์มากที่สุดในศตวรรษที่ 20

10 ผลงานชิ้นเอกของปาโบล ปีกัสโซ

Pablo-Picasso-01Guernica

 

Pablo-Picasso-02

Boy with a Pipe

Pablo-Picasso-03

Les Demoiselles d’Avignon

Pablo-Picasso-04

The Old Guitarist

Pablo-Picasso-05

The Weeping Woman

Pablo-Picasso-06

La Vie

Pablo-Picasso-07

Three Musicians

Pablo-Picasso-09

Family of Saltimbanques

Pablo-Picasso-10

Girl before a Mirror

 

2. ซัลบาโด ดาลี (Salvador Dalí)Salvador-Dali-00

ดาลีเป็นศิลปินแนวเหนือจริงเลื่องชื่อชาวสเปน เกิดในปี 1904 มีแววอัจฉริยะทางศิลปะที่มีความคิดเป็นของตัวเองแน่วแน่ไม่ตามใครมาตั้งแต่เด็ก อายุแค่ 14 ปีก็ได้แสดงนิทรรศการผลงานภาพเขียนของตัวเองแล้ว เข้าเรียนโรงเรียนศิลปะแต่ไม่เคยเข้าห้องสอบเพราะคิดว่าไม่มีใครตัดสิน “ศิลปะ” ได้ ถูกไล่ออกจากโรงเรียนสองครั้งเขาก็ไม่ใส่ใจ ยังคงสนใจเรียนรู้ด้านศิลปะต่อเนื่อง เขาศึกษางานของศิลปินชั้นครูรุ่นก่อนอย่างหลากหลายทั้งแนวคลาสสิคและสมัยใหม่ รวมทั้งงานของราฟาเอล เฟอร์เมร์ และปีกัสโซที่เขาเคารพนับถือเป็นพิเศษ

ผลงานของดาลีแปลกแหวกแนวด้วยความคิดสร้างสรรค์ล้ำยุคและสไตล์การเขียนภาพในแบบฉบับของตัวเอง แต่ละภาพของเขาซ่อนความหมายให้ผู้ชมได้จินตนาการและตีความเอาเองด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ อย่างเช่นภาพ The Persistence of Memory หรือภาพนาฬิกาหลอมเหลวอันโด่งดังของเขา ก็ดูจะแฝงความหมายของการปฏิเสธว่าเวลาไม่ใช่เป็นสิ่งที่กำหนดตายตัวที่ทำให้นึกถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์

ดาลีได้สร้างผลงานไว้มากมาย ภาพเขียนกว่า 1,500 ภาพ และยังมีงานด้านอื่นๆ เช่น ประติมากรรม ภาพยนตร์ แฟชั่น สถาปัตยกรรม ฯลฯ ตลอดชีวิตเขาคงเอกลักษณ์ความแปลกไม่เหมือนใครทั้งผลงานและชีวิตจริง เขาเคยเข้าร่วมกับกลุ่มลัทธิเหนือจริงแต่ไม่ทำตามกฎเกณฑ์จนถูกขับออกจากกลุ่ม เขาไม่ใส่ใจแถมบอกว่าเขาต่างหากที่เป็นพวกเหนือจริงตัวจริง ดาลีนับเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีผลงานโดดเด่นและมีอิทธิพลต่อวงการศิลปะมากที่สุดในศตวรรษที่ 20

10 ผลงานชิ้นเอกของซัลบาโด ดาลี

Salvador-Dali-01The Persistence of Memory

 

Salvador-Dali-02

Swans Reflecting Elephants

Salvador-Dali-03

The Great Masturbator

Salvador-Dali-04

Christ of Saint John of the Cross

Salvador-Dali-05

Soft Construction with Boiled Beans

Salvador-Dali-06

The Burning Giraffe

Salvador-Dali-07

Metamorphosis of Narcissus

Salvador-Dali-08

Galatea of the Spheres

Salvador-Dali-09

Dream Caused by the Flight of a Bee Around a Pomegranate

Salvador-Dali-10

The Elephants

 

3. ดิเอโก เบลัซเกซ (Diego Velázquez)diego-velazquez-00

ดิเอโก เบลัซเกซ เป็นจิตรกรคนสำคัญที่สุดของสเปนในศตวรรษที่ 17 และเป็นหนึ่งในจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุโรป เขาเกิดเมื่อปี 1599 ที่เมืองเซบียา ประเทศสเปน เริ่มเรียนศิลปะเมื่ออายุ 11 ปีกับจิตรกรในเมืองเซบียาหลายคน เมื่อเรียนจบเบลัซเกซเปิดสตูดิโอเขียนภาพของตัวเองขึ้นในปี 1618 และเริ่มสร้างผลงานดีๆออกมา ภาพเขียนช่วงแรกเป็นแนววิถีชีวิตชาวบ้าน มีภาพยอดเยี่ยมหลายภาพที่โดดเด่นมากได้แก่ภาพ Old Woman Frying Eggs และ The Waterseller of Seville และเขาก็เริ่มเขียนภาพเกี่ยวกับศาสนา รวมทั้งภาพเหมือนบุคคลด้วย

ปี 1622 เบลัซเกซเดินทางไปกรุงมาดริดเพื่อสร้างโอกาสในการทำงานให้ราชสำนักสเปน และในราวปี 1623 เขาก็ได้เป็นจิตรกรแห่งราชสำนักสเปน เขียนภาพของกษัตริย์และบุคคลสำคัญของราชสำนักจำนวนมาก การเป็นจิตรกรแห่งราชสำนักสเปนทำให้มีโอกาสได้เห็นภาพเขียนสำคัญที่ราชสำนักเก็บสะสมไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของ Titian ซึ่งมีส่วนสำคัญมากต่อการพัฒนาสไตล์การเขียนภาพของเขา ระหว่างปี 1629 -1631 เบลัซเกซเดินทางไปศึกษาผลงานศิลปะที่อิตาลีทั้งที่เวนิสและโรม ได้ชมงานของศิลปินผู้โด่งดังหลายคน รวมทั้ง Michelangelo และ Raphael หลังจากกลับมาจากอิตาลีเขาก็มีผลงานชิ้นเยี่ยมจากแรงบันดาลใจและการเขียนภาพแบบอิตาลีหลายภาพ ที่ได้รับความนิยมมากได้แก่ภาพ The Surrender of Breda และ Apollo in the Forge of Vulcan

เบลัซเกซเดินทางไปอิตาลีอีกครั้งหนึ่งในปี 1649 เพื่อหาซื้อภาพเขียนและวัตถุโบราณล้ำค่าให้กับกษัตริย์ รวมทั้งเข้าพบพระสันตปาปา ในการเดินทางครั้งนี้เขาได้เขียนภาพสำคัญไว้หลายภาพ เช่น ภาพเหมือน Portrait of Innocent X และภาพ Rokeby Venus ปี 1656 เบลัซเกซเขียนภาพของเจ้าหญิงองค์น้อย Margaret Theresa กับสาวใช้ในภาพชื่อ Las Meninas อันเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา องค์ประกอบและบุคคลในภาพนี้ได้สร้างข้อฉงนให้เกิดการถกเถียงกันในวงวิชาการศิลปะอย่างไม่จบสิ้น เสน่ห์ของภาพนี้ยังถูกนำไปสร้างสรรค์ต่อโดยศิลปินรุ่นหลังอีกหลายคน เบลัซเกซยังคงเขียนภาพให้กับราชสำนักต่อไปและมีผลงานที่ยอดเยี่ยมอีกมากมาย ปี 1560 เขาได้รับมอบหมายให้ทำการตกแต่งสถานที่แต่งงานระหว่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับเจ้าหญิง Maria Theresa ของสเปน หลังกลับมายังกรุงมาดริดเบลัซเกซล้มป่วยและเสียชีวิตในวัย 61 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของดิเอโก เบลัซเกซ

diego-velazquez-01Las Meninas

 

diego-velazquez-02

Portrait of Innocent X

diego-velazquez-03

Rokeby Venus

diego-velazquez-04

The Surrender of Breda

diego-velazquez-05

Old Woman Frying Eggs

diego-velazquez-06

Las Hilanderas

diego-velazquez-07

Crucifixion of Jesus

diego-velazquez-08

The Waterseller of Seville

diego-velazquez-09

Apollo in the Forge of Vulcan

diego-velazquez-10

The Triumph of Bacchus

 

4. ฟรันซิสโก โกยา (Francisco Goya)francisco-goya-00

ฟรันซิสโก โกยา เป็นจิตรกรแนวโรแมนติกและช่างภาพพิมพ์ผู้ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินชาวสเปนคนสำคัญที่สุดในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 โกยาเกิดเมื่อปี 1746 ที่เมือง Fuendetodos ประเทศสเปน เขาเรียนศิลปะตอนอายุ 14 ปีกับจิตรกรที่เมือง Zaragoza นาน 4 ปี จากนั้นจึงไปศึกษาต่อที่กรุงมาดริดกับศิลปินดัง Anton Raphael Mengs แต่เข้ากันไม่ค่อยได้ และหลังจากพลาดหวังจากการสอบชิงทุนเข้าศึกษาในสถาบัน Real Academia de Bellas Artes de San Fernando เขาจึงเดินทางไปศึกษาผลงานของศิลปินยุคก่อนที่กรุงโรม ก่อนจะมาเริ่มทำงานที่มาดริดด้วยการเขียนภาพชุดบนพรมแขวนผนังจำนวนกว่า 40 ภาพ หนึ่งในนั้นเป็นภาพที่โดดเด่นมากได้แก่ภาพ The Parasol จากนั้นจึงเริ่มทำงานแกะสลักภาพพิมพ์ที่ต่อมาเขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีผลงานที่ยอดเยี่ยมมากมายรวมทั้งภาพ The Sleep of Reason Produces Monsters

ปี 1783 โกยารับงานเขียนภาพเหมือนให้บุคคลสำคัญของสเปน Count of Floridablanca ทำให้เขามีโอกาสเขียนภาพให้กับบุคคลในราชวงศ์สเปนอีกหลายคน จนถึงปี 1786 เขาได้เป็นจิตรกรส่วนพระองค์ของพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และได้เป็นจิตรกรเอกแห่งราชสำนักสเปนในสมัยพระเจ้าชาลส์ที่ 4 ในช่วงนี้โกยามีผลงานยอดเยี่ยมมากมายรวมทั้งภาพ Charles IV of Spain and His Family และภาพ The White Duchess ในช่วงเวลาเดียวกันโกยาได้เขียนภาพคู่ที่เลื่องชื่อที่สุดของเขาให้กับ Manuel Godoy นายกรัฐมนตรีสเปน เป็นภาพหญิงสาวในอิริยาบถเดียวกันภาพหนึ่งเธอสวมเสื้อผ้า (The Clothed Maja) ส่วนอีกภาพหนึ่งเธอไร้อาภรณ์ (The Nude Maja) โชคร้ายที่เขาเกิดป่วยและทำให้เขาหูหนวกอย่างถาวรซึ่งมีส่วนทำให้แนวทางและสไตล์การเขียนภาพของเขาเปลี่ยนไปจากเดิม

กองทัพฝรั่งเศสของนโปเลียนเข้ามารุกรานสเปนในปี 1808 ระหว่างสงครามโกยาเขียนภาพ The Colossus ที่แสดงยักษ์อสุรกายกำลังเดินผ่านไปขณะที่ผู้คนแผ่นหนีกระเจิดกระเจิง หลังสงครามเขาเขียนภาพจากความทรงจำในความโหดร้ายของสงครามชื่อภาพ The Third of May 1808 ที่กลายเป็นหนึ่งในภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ในช่วงบั้นปลายชีวิตโกยาในวัย 75 ปีที่อยู่อย่างเดียวดายในสภาพที่สิ้นหวังทั้งร่างกายและจิตใจได้เขียนภาพ 14 ภาพในชุดที่เรียกว่า Black Paintings ซึ่งเขาใช้เทคนิคที่แตกต่างออกไป หนึ่งในนั้นเป็นภาพที่โด่งดังมากคือภาพ Saturn Devouring His Son เขาเสียชีวิตในปี 1828 ด้วยวัย 82 ปี จากผลงานที่ยอดเยี่ยมในหลากหลายสไตล์ทั้งแบบสมัยเก่าและแบบแหวกแนวล้ำยุค โกยาจึงมักถูกเรียกเป็นทั้ง Old Masters คนสุดท้ายและเป็นจิตรกรสมัยใหม่คนแรก

10 ผลงานชิ้นเอกของฟรันซิสโก โกยา

francisco-goya-01The Third of May 1808

 

francisco-goya-02

The Nude Maja

francisco-goya-04

Charles IV of Spain and His Family

francisco-goya-10

Manuel Osorio Manrique de Zúñiga

francisco-goya-03

The Clothed Maja

francisco-goya-09

The Parasol

francisco-goya-08

The White Duchess

francisco-goya-05

Saturn Devouring His Son

francisco-goya-06

The Sleep of Reason Produces Monsters

francisco-goya-07

The Colossus

 


5. เอล เกรโก (El Greco)
el-greco-00

เอลเกรโก เป็นจิตรกร ประติมากร และสถาปนิกแห่งยุคเรอเนซองซ์คนสำคัญของประเทศสเปน เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสมัยของเขาจวบจนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลากว่า 500 ปีมาแล้ว เนื่องจากว่าเขามีสไตล์การเขียนภาพที่แปลกแตกต่างและล้ำสมัยกว่ายุคของตัวเอง แต่โดดเด่นในเรื่องการใช้สีและการแสดงอารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากในศตวรรษที่ 20 จนได้รับการยกย่องเป็นต้นแบบของลัทธิแสดงพลังอารมณ์ (Expressionism) และศิลปะแบบคิวบิส (Cubism) เอลเกรโกเป็นชาวกรีกเกิดเมื่อปี 1541บนเกาะ Crete ที่ตอนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเวนิส เขาเติบโตและเรียนศิลปะไบเซนไทน์ที่บ้านเกิดจนมีฝีมือเข้าขั้นมืออาชีพจึงเดินทางไปเมืองเวนิสตอนอายุ 26 ปี ผลงานชิ้นเยี่ยมก่อนออกจากบ้านเกิดคือภาพ Dormition of the Virgin

เอลเกรโกอยู่ที่เมืองเวนิสราว 3 ปีได้ศึกษาศิลปะเรอเนซองซ์ รวมถึงทำงานในสตูดิโอของ Titian ศิลปินใหญ่แห่งยุคอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่กรุงโรม เอลเกรโกทำงานอยู่ที่โรมราว 6 ปีแต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีความคิดเห็นด้านศิลปะที่แตกต่างกับคนร่วมสมัยและมีบุคลิกที่แข็งกร้าวจึงเกิดความขัดแย้งกับชาวโรมจำนวนมาก ปี 1577 เอลเกรโกย้ายไปอยู่ที่เมืองโตเลโดในภาคกลางของประเทศสเปนซึ่งเป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางด้านศาสนา และที่โตเลโดนี่เองที่เขาสร้างผลงานชั้นยอดมากมายและอยู่อาศัยไปตลอดชีวิตจนกลายเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของสเปน

ผลงานชิ้นเอกของเอลเกรโกเกือบทั้งหมดเขียนบนแผ่นดินสเปนซึ่งมีในหลากหลายแนว มีทั้งภาพเหมือนที่งดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ภาพ The Nobleman with his Hand on his Chest และ Lady in a Fur Wrap ที่เขียนในปีแรกๆของการอยู่ในสเปน ภาพทิวทัศน์ที่โดดเด่นมากๆได้แก่ภาพ View of Toledo ภาพที่เป็นเรื่องจากตำนานอย่างเช่นภาพ Laocoön ก็มีความพิเศษไม่เหมือนใคร ส่วนผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาเป็นภาพขนาดใหญ่ที่เขียนให้กับโบสถ์ที่เมืองโตเลโดคือภาพ The Burial of the Count of Orgaz ซึ่งเป็นภาพที่งดงามอย่างยิ่ง ได้รับการยกย่องเป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะตะวันตก นอกจากงานเขียนภาพแล้วเอลเกรโกยังมีผลงานด้านประติมากรรมและสถาปัตยกรรมอีกด้วย เอลเกรโกเสียชีวิตในปี 1614 ด้วยวัย 73 ปี

10 ผลงานชิ้นเอกของเอลเกรโก

el-greco-01The Burial of the Count of Orgaz

 

el-greco-02

View of Toledo

el-greco-03

The Disrobing of Christ

el-greco-04

Opening of the Fifth Seal

el-greco-05

The Nobleman with his Hand on his Chest

el-greco-06

Laocoön

el-greco-07

The Adoration of the Shepherds

el-greco-08

Lady in a Fur Wrap

el-greco-09

The Holy Trinity

el-greco-10

Dormition of the Virgin

 


6. ชูอัน มีโร (Joan Miró)
joan-miro-00

ชูอัน มีโร เป็นศิลปินคนสำคัญของสเปนในยุคศิลปะสมัยใหม่ผู้ผสมผสานลัทธิเหนือจริง (Surrealism)และศิลปะนามธรรม (Abstract Art)ได้อย่างยอดเยี่ยม มีโรเกิดเมื่อปี 1893 ที่เมืองบาร์เซโลนา เรียนศิลปะที่บ้านเกิดและเริ่มทำงานเขียนภาพในแนวลัทธิโฟวิสม์ (Fauvism) และศิลปะแบบคิวบิส (Cubism) มีผลงานเด่นๆในช่วงแรกอย่างเช่นภาพ Portrait of Vincent Nubiola, House with Palm Tree และ Horse, Pipe and Red Flower เป็นต้น

ปี 1919 มีโรย้ายไปปักหลักอยู่ที่กรุงปารีสและได้สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานภาพ The Farm หนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา จากนั้นตั้งแต่ราวปี 1924 มีโรหันไปสนใจลัทธิเหนือจริงโดยเข้าร่วมในกลุ่มศิลปินแนวนี้และสร้างผลงานภาพเขียนแนวเหนือจริงพร้อมกับพัฒนาสไตล์เป็นของตัวเองโดยมีศิลปะนามธรรมเข้ามาผสมผสาน ผลงานที่โดดเด่นในช่วงนี้ได้แก่ภาพ Harlequin’s Carnival, The Tilled Field และ Catalan Landscape (The Hunter)

ระหว่างสงครามกลางเมืองสเปนในปี 1937 มีโรได้เขียนภาพ Still Life with Old Shoe แสดงถึงความปวดร้าวของเขาจากผลพวงของสงคราม ถือว่าเป็นผลงานที่แปลกและสำคัญมากอีกชิ้นหนึ่ง ผลงานในระยะหลังของมีโรมีความเป็นศิลปะนามธรรมมากยิ่งขึ้นแต่มีความโดดเด่นด้วยสไตล์เฉพาะตัว อย่างเช่นในผลงานภาพ The Beautiful Bird Revealing the Unknown to a Pair of Lovers และภาพ Blue นอกจากนี้มีโรยังมีผลงานศิลปะแขนงอื่นอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะงานประติมากรรมสมัยใหม่ที่เขาได้ฝากผลงานที่มีชื่อเสียงไว้มากมาย มีโรมีอายุยืนถึง 90 ปี เขาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจในปี 1983

10 ผลงานชิ้นเอกของชูอัน มีโร

joan-miro-01The Farm

 

joan-miro-02

Harlequin’s Carnival

joan-miro-03

Blue

joan-miro-09

Horse, Pipe and Red Flower

joan-miro-05

Still Life with Old Shoe

joan-miro-06

Portrait of Vincent Nubiola

joan-miro-07

The Tilled Field

joan-miro-08

The Beautiful Bird Revealing the Unknown to a Pair of Lovers

joan-miro-04

Catalan Landscape (The Hunter)

joan-miro-10

House with Palm Tree

 


7. บาร์โตโลเม มูริโย (Bartolomé Murillo)
bartolome-murillo-00

บาร์โตโลเม มูริโย เป็นจิตรกรในยุคบาโรกผู้มีผลงานยอดเยี่ยมในการเขียนภาพทางศาสนาซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในสเปนช่วงศตวรรษที่ 17 มูริโยเกิดเมื่อปี 1617 ที่เมืองเซบียา เรียนศิลปะกับจิตรกรมีชื่อในเมืองบ้านเกิด ปี 1642 ย้ายไปอยู่ที่กรุงมาดริดที่ซึ่งเขาได้ทำความเข้าใจกับงานของ Diego Velázquez ศิลปินดังแห่งยุคและได้ศึกษาผลงานของ Titian และศิลปินอื่นอีกหลายคนซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อการหล่อหลอมและพัฒนาฝีมือการเขียนภาพจนเข้าขั้น

ผลงานส่วนใหญ่มูริโยซึ่งเป็นผลงานที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงเป็นภาพเขียนแนวศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพที่เกี่ยวกับพระแม่มารีที่ได้รับความชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ผลงานที่โดดเด่นของภาพเขียนแนวศาสนาได้แก่ภาพ The Virgin of the Rosary, The Immaculate Conception of the Blessed Virgin Mary และภาพ The Holy Family with a Bird เป็นต้น

แต่มูริโยยังมีผลงานอีกแนวหนึ่งที่แตกต่างไปอย่างมากแต่กลับโดดเด่นยิ่งกว่านั่นคือภาพเขียนชีวิตประจำวัน เขาเขียนภาพผู้หญิง เด็ก ขอทาน ฯลฯ ถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจของพวกเขาเหล่านี้ลงไปในภาพเขียนได้อย่างยอดเยี่ยมและมีเอกลักษณ์ ถึงแม้ภาพในแนวนี้จะมีไม่มากนักแต่ทุกภาพสร้างความประทับใจให้ผู้ชมอย่างยิ่ง ผลงานอันยอดเยี่ยมนี้ได้แก่ภาพ The Young Beggar, Two Women at a Window, Boys Eating Grapes and Melon และ The Little Fruit Seller ปี 1660 มูริโยได้ก่อตั้งโรงเรียนศิลปะ Academia de Bellas Artes ขึ้นในเมืองเซบียาและเป็นผู้อำนวยการของสถาบันคนแรก

10 ผลงานชิ้นเอกของบาร์โตโลเม มูริโย

bartolome-murillo-01The Young Beggar

 

bartolome-murillo-02

Two Women at a Window

bartolome-murillo-03

Boys Eating Grapes and Melon

bartolome-murillo-04

The Little Fruit Seller

bartolome-murillo-05

Four Figures on a Step

bartolome-murillo-06

The Girl with a Coin

bartolome-murillo-07

The Holy Family with a Bird

bartolome-murillo-08

The Virgin of the Rosary

bartolome-murillo-09

The Adoration of the Shepherds

bartolome-murillo-10

The Immaculate Conception of Los Venerables

 


8. ฟรันซิสโก ซูร์บารัน (Francisco Zurbarán)
francisco-zurbaran-00

ฟรันซิสโก ซูร์บารัน เป็นจิตรกรคนสำคัญอีกคนหนึ่งของสเปนในยุคบาโรก ซูร์บารันมีชื่อเสียงกับผลงานภาพเขียนทางศาสนาโดยเฉพาะภาพนักบุญทั้งชายและหญิง รวมทั้งภาพหุ่นนิ่งที่โดดเด่นมาก ซูร์บารันเกิดเมื่อปี 1598 ที่เมือง Fuente de Cantos ทางทิศเหนือของเมืองเซบียาซึ่งเป็นที่ที่เขามาเรียนศิลปะและทำงานเขียนภาพ ซูร์บารันเริ่มต้นอาชีพด้วยการเขียนภาพนักบุญต่างๆจนมีชื่อเสียงกลายเป็นจิตรกรดังของเมืองเซบียา ผลงานเด่นในช่วงแรกนี้ได้แก่ภาพ Saint Serapion และภาพ The Crucifixion ที่เป็นผลงานชั้นยอดของเขา

ราวปี 1630 ซูร์บารันได้รับแต่งตั้งเป็นจิตกรราชสำนักของพระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งสเปนซึ่งเขาได้เขียนภาพที่ยอดเยี่ยมให้แก่พระองค์หลายภาพ รวมทั้งภาพ The Defense of Cadiz Against the English ซูร์บารันยังคงเขียนภาพแนวศาสนาต่อไปและผลิตผลงานที่ยอดเยี่ยมตามมาอีกจำนวนมาก อย่างเช่นภาพ St Francis, St Elizabeth of Portugal และ The House of Nazareth เป็นต้น นอกจากนี้เขายังเขียนภาพหุ่นนิ่งชั้นยอดอีกหลายภาพ ได้แก่ภาพ The Lamb of God และ Still Life with Lemons, Oranges and a Rose

ไม่รู้ว่าซูร์บารันมีโอกาสได้เห็นผลงานของ Caravaggio หรือไม่ แต่ผลงานของเขามีลักษณะคล้ายคลึงใกล้เคียงกับงานของ Caravaggio โดยเฉพาะลักษณะการเขียนที่เรียกว่าภาพสว่างในความมืด(Tenebrism) และการใช้เทคนิคค่าต่างแสง (Chiaroscuro) แต่นักประวัติศาสตร์ศิลปะบางคนเชื่อว่าเขาได้รับอิทธพลจาก Juan Sánchez Cotán จิตรกรดังอีกคนหนึ่งของสเปน อย่างไรก็ตามด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในสไตล์ที่คล้ายกันซูร์บารันจึงได้รับฉายาว่า “คาราวัจโจแห่งสเปน”

10 ผลงานชิ้นเอกของฟรันซิสโก ซูร์บารัน

francisco-zurbaran-01The Crucifixion

 

francisco-zurbaran-02

The Lamb of God

francisco-zurbaran-03

Saint Serapion

francisco-zurbaran-04

The Defense of Cadiz Against the English

francisco-zurbaran-05

St Francis

francisco-zurbaran-06

Still Life with Lemons, Oranges and a Rose

francisco-zurbaran-07

St Elizabeth of Portugal

francisco-zurbaran-08

Saint Luke as a Painter before Christ on the Cross

francisco-zurbaran-09

The House of Nazareth

francisco-zurbaran-10

Saint Francis in Meditation

 

9. ฮัวคิน โซโรยา (Joaquín Sorolla)joaquin-sorolla-00

ฮัวคิน โซโรยา เป็นจิตรกรชาวสเปนในยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ผู้มีผลงานโดดเด่นในการเขียนภาพผู้คนและทิวทัศน์ภายใต้แสงอาทิตย์เจิดจ้า โซโรยาเกิดเมื่อปี 1863 ที่เมืองบาเลนเซีย เริ่มเรียนศิลปะที่เมืองบ้านเกิดแล้วไปศึกษาผลงานภาพเขียนของศิลปินชั้นครูที่พิพิธภัณฑ์ปราโดในกรุงมาดริด ก่อนจะได้ทุนไปเรียนการเขียนภาพที่กรุงโรมนาน 4 ปีแล้วกลับมาแต่งงานมีครอบครัว ปี 1890 โซโรยาย้ายไปอยู่ที่กรุงมาดริดเพื่อสร้างผลงานและเริ่มมีชื่อเสียงกับภาพ Another Marguerite ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในนิทรรศการทั้งที่กรุงมาดริดและที่เมืองชิคาโก ตามมาด้วยภาพ Return from Fishing ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างมาก

ปี 1899 โซโรยาเขียนภาพ Sad Inheritance ซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงได้รับการยกย่องและได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย ส่งให้เขากลายเป็นจิตรกรชั้นนำของประเทศ ผลงานที่ได้รับความนิยมของโซโรยาส่วนใหญ่จะเป็นภาพทิวทัศน์กลางแจ้ง โดยเฉพาะภาพบรรยากาศผู้คนที่ชายทะเลในสไตล์อิมเพรสชั่นนิสม์จะเป็นที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ผลงานที่โดดเด่นได้แก่ภาพ Walk on the Beach, Beach of Valencia in the Morning Light, Children on the Seashore ฯลฯ

ปี 1911 หลังเสร็จสิ้นการแสดงผลงานในนิทรรศการที่เมืองเซนต์หลุยส์และเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา โซโรยาได้รับงานเขียนภาพชุดใหญ่มากประกอบด้วยภาพเขียน 14 ภาพที่สูงราว 4 เมตร มีความยาวรวมกันเกือบ 70 เมตร เป็นภาพหลายๆเมืองในสเปนและผู้คนในเครื่องแต่งกายแบบท้องถิ่น เรียกภาพชุดนี้ว่า The Provinces of Spain อย่างเช่นภาพ Castilla o la Fiesta del Pan ซึ่งเสร็จก่อนเป็นภาพแรก โซโรยาเขียนภาพชุดนี้เสร็จในปี 1919 นับว่าเป็นผลงานสำคัญของเขา โซโรยาเป็นโรคหลอดเลือดสมองเป็นอัมพาตนานกว่า 3 ปีก่อนเสียชีวิตในปี 1923

10 ผลงานชิ้นเอกของฮัวคิน โซโรยา

joaquin-sorolla-01Walk on the Beach

 

joaquin-sorolla-02

Mending the Sail

joaquin-sorolla-03

Sad Inheritance

joaquin-sorolla-04

Return from Fishing

joaquin-sorolla-05

Another Marguerite

joaquin-sorolla-06

Portrait of Dr Simarro at the Microscope

joaquin-sorolla-07

Children on the Seashore

joaquin-sorolla-08

The Horse’s Bath

joaquin-sorolla-09

Beach of Valencia in the Morning Light

joaquin-sorolla-10

Castilla o la Fiesta del Pan

 

10. ฮวน กริซ (Juan Gris)juan-gris-00

ฮวน กริซ เป็นจิตรกรชาวสเปนผู้มีผลงานโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในลัทธิคิวบิสม์ (Cubism) กริซเกิดที่กรุงมาดริดเมื่อปี 1887 เขาเรียนด้านวิศวกรรมก่อนจะเรียนต่อด้านการเขียนภาพ จากนั้นในปี 1906 กริซย้ายไปอยู่ที่กรุงปารีสที่ซึ่งเขาได้พบและคบหาเป็นเพื่อนกับศิลปินดังแห่งยุคหลายคน รวมทั้ง Pablo Picasso ซึ่งเขานับถือเป็นครู ปี 1912 กริซสร้างผลงานชิ้นเอกคือภาพ Portrait of Pablo Picasso เป็นผลงานสร้างชื่อให้เขาโดดเด่นขึ้นมาบนเวทีของศิลปะสมัยใหม่ในยุคนั้น

กริซเริ่มต้นการเขียนภาพด้วยสไตล์บาศกนิยมแบบวิเคราะห์ (Analytical Cubism) ซึ่งเป็นแนวทางในลัทธิคิวบิสม์ยุคเริ่มแรก ผลงานเด่นๆนอกจากภาพ Portrait of Pablo Picasso ก็มีภาพ Juan Legua และภาพ Still Life with Flowers เป็นต้น จากนั้นเขาได้เปลี่ยนไปสู่บาศกนิยมแบบสังเคราะห์ (Synthetic Cubism) และยังเพิ่มความแตกต่างด้วยการใช้สีที่กลมกลืนสดใส ทำให้งานในช่วงนี้ของเขามีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ผลงานสำคัญในช่วงนี้ได้แก่ภาพ Still Life with Checkered Tablecloth, Glass of Beer and Playing Cards และ The Checkerboard

ราวปี 1916 กริซเปลี่ยนสไตล์การเขียนภาพของเขาอีกครั้ง ภาพในแนวใหม่นี้จะออกแบนราบ มีการซ้อนเหลื่อมของโครงสร้างรูปทรงเรขาคณิต และโทนสีก็ดูจะลดความสดใสลงไป เป็นสไตล์ที่เรียกว่า Crystal Cubism ผลงานที่โดดเด่นในช่วงนี้ได้แก่ภาพ Woman with Mandolin, after Corot, ภาพ Harlequin with Guitar และภาพ View across the Bay เป็นต้น กริซเป็นศิลปินผู้มุ่งมั่นในลัทธิคิวบิสม์และมีผลงานที่ยอดเยี่ยมมาก แต่น่าเสียดายที่มีชีวิตค่อนข้างสั้นเพราะเขาป่วยเสียชีวิตในปี 1927 ขณะมีอายุเพียง 40 ปีเท่านั้น

10 ผลงานชิ้นเอกของฮวน กริซ

juan-gris-01Portrait of Pablo Picasso

 

juan-gris-02

Still Life with Checkered Tablecloth

juan-gris-03

Harlequin with Guitar

juan-gris-04

Glass of Beer and Playing Cards

juan-gris-05

Woman with Mandolin, after Corot

juan-gris-06

The Checkerboard

juan-gris-07

Still Life with Flowers

juan-gris-08

Juan Legua

juan-gris-09

Violin and Checkerboard

juan-gris-10

View across the Bay

 

ข้อมูลและภาพจาก  wikipedia, ranker, timeout, britannica

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *