Category: สำรวจโลกเก่า

  • ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่อาจเป็นสาเหตุสำคัญให้อาณาจักรอียิปต์โบราณล่มสลาย

    ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่อาจเป็นสาเหตุสำคัญให้อาณาจักรอียิปต์โบราณล่มสลาย

    การล่มสลายของอาณาจักรอียิปต์โบราณภายใต้การปกครองของพระนางคลีโอพัตราถูกเล่าขานว่าเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างชนชั้นนำ คลีโอพัตราเข้าร่วมกับมาร์ก แอนโทนี แม่ทัพโรมันที่เป็นคนรักของเธอด้วย แต่ต้องพ่ายแพ้ต่อกองทัพโรมันในสงครามที่แอคติอุม ทั้งสองคนฆ่าตัวตาย และอียิปต์ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน แต่จากงานวิจัยใหม่กลับพบว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความพ่ายแพ้ของคลีโอพัตราถูกหว่านมาก่อนหน้านั้นเป็นทศวรรษโดยพลังอำนาจของธรรมชาติที่อยู่เหนือการควบคุมของเธอ มันเชื่อมโยงกับการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟที่ส่งผลให้เกิดการชะงักงันอย่างรุนแรงของสภาพน้ำท่วมล้นตามฤดูกาลของแม่น้ำไนล์ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อการเพาะปลูกของชาวอียิปต์ ทีมนักวิจัยได้เชื่อมโยงหลักฐานการเกิดภูเขาไฟระเบิดที่พบในแกนน้ำแข็ง (ice cores) เข้ากับรูปแบบน้ำท่วมล้นตามฤดูกาลของแม่น้ำไนล์ ทำให้เข้าใจถึงสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกอันเป็นสายเลือดจำเป็นต่อการดำรงชีพของชาวอียิปต์ซึ่งอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆเร็วขึ้นและนำไปสู่ความตกต่ำและล่มสลายในที่สุด ทีมวิจัยอาศัยข้อมูลจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ให้รายละเอียดการเกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งสำคัญตลอด 2,500 ปีที่ผ่านมา ปัญหาไม่ได้เกิดจากลาวาไหลเข้ามาท่วมในพื้นที่ แต่เถ้าภูเขาไฟและอนุภาคของซัลเฟอร์สามารถทำให้เกิดละอองที่กระจายขึ้นไปถึงบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์และสะท้อนแสงอาทิตย์จนมีผลกระทบต่ออุณหภูมิและฝนในพื้นที่ห่างไกลจากจุดที่เกิดการระเบิด เพื่อดูว่าสภาพอากาศของอียิปต์ได้รับผลกระทบจากภูเขาไฟระเบิดหรือไม่อย่างไร นักวิจัยได้ตรวจสอบข้อมูลที่ al-Miqyas หรือ the Islamic Nilometer สิ่งก่อสร้างน่าทึ่งที่ได้บันทึกระดับน้ำสูงสุดของแม่น้ำไนล์ในช่วงฤดูร้อนมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 7 ทำให้นักวิจัยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำของแม่น้ำไนล์กับปีที่เกิดภูเขาไฟระเบิดตามที่ต่างๆบนโลก สำหรับช่วงเวลาก่อนหน้านั้นนักวิจัยต้องขุดลึกลงไปอีกและแปลบันทึกทางประวัติศาสตร์ประกอบกัน ผลที่ได้คือการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำไนล์ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ของอียิปต์ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก และแม่น้ำไนล์ก็มีการผันแปรในระดับสูง ปีไหนแม่น้ำไนล์มีน้ำมาก พื้นที่ตามหุบเขารอบข้างซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญที่สุดของอียิปต์ก็จะมีผลผลิตดีตามไปด้วย ทุกวันนี้เรารู้จักแม่น้ำไนล์ในฐานะเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก แต่สมัยอียิปต์โบราณมันคือศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง หากปีไหนแม่น้ำไนล์น้ำแล้งนั่นหมายถึงหายนะของชาวอียิปต์ ทุกฤดูร้อนลมมรสุมจากแถบศูนย์สูตรจะพัดเข้ามาพร้อมกับฝนถึงแม่น้ำไนล์ด้านบน น้ำและดินโคลนไหลลงสู่แม่น้ำ หากปราศจากดินที่อุดมสมบูรณ์และน้ำการเพาะปลูกของชาวอียิปต์ก็จะไม่ได้ผล นำไปสู่การขาดแคลนอาหาร จากผลการศึกษาพบว่าเมื่อ 44 ปีก่อนคริสต์ศักราชมีการปะทุของภูเขาไฟอย่างรุนแรงเกิดขึ้นที่ไหนสักแห่งบนโลก ระเบิดเอาเถ้าและแก๊สร้อนจำนวนมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ หยุดยั้งการเกิดฝนเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง เกิดโรคระบาด และการก่อความไม่สงบ ในที่สุดสิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้อำนาจของคลีโอพัตราอ่อนแอลงในช่วงสิบกว่าปีก่อนที่เธอจะพ่ายแพ้ในสงครามเมื่อ 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพบหลักฐานอ้างอิงของภาวะการขาดแคลนอาหาร การลุกขึ้นต่อต้าน […]

  • พบสัญลักษณ์ตัวเลข “0” มีการเขียนครั้งแรกในแผ่นจารึกเปลือกไม้อายุ 1,800 ปี

    พบสัญลักษณ์ตัวเลข “0” มีการเขียนครั้งแรกในแผ่นจารึกเปลือกไม้อายุ 1,800 ปี

    ปัจจุบันนี้เราเห็นตัวเลขศูนย์เป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่แนวคิดและที่มาของสัญลักษณ์ “0” เป็นอะไรที่จะต้องมีการประดิษฐ์คิดค้น อารยธรรมเก่าแก่ทั่วโลกต่างก็พัฒนาระบบจำนวนนับที่แตกต่างกันไป และมีสัญลักษณ์ที่ใช้แทนสิ่งที่ไม่มีค่าหรือศูนย์ของตัวเอง แต่จุดกำเนิดของตัวเลข “0” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน การเขียนบันทึกของตัวเลขศูนย์ครั้งแรกถูกเชื่อว่าอยู่บนผนังโบสถ์ในประเทศอินเดียซึ่งมีอายุย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 9 แต่จากงานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบว่าเลขศูนย์ที่บันทึกไว้บนแผ่นจารึกเก่าแก่ที่พบในอินเดียมีอายุมากกว่าที่ผนังโบสถ์ไม่น้อยกว่า 500 ปี ระบบจำนวนนับสมัยใหม่ใช้ระบบเลขฐาน 10 ซึ่งพอเปลี่ยนหลักก็จะใช้วิธีเติมเลขศูนย์ทางขวามือ ทำให้เราแยกความแตกต่างระหว่าง 1, 10 และ 100 ได้ดี ระบบจำนวนนับของชาวมายันและบาบิโลนโบราณก็ใช้สัญลักษณ์เลขศูนย์ที่คล้ายกัน ส่วนระบบตัวเลขของชาวอินเดียโบราณที่น่าจะวิวัฒนาการมาเป็นตัวเลข “0” ในปัจจุบันนั้นใช้สัญลักษณ์จุด “•” แทน สัญลักษณ์ “•” นี้ปรากฏอยู่ในทั้งข้อความจารึกบนผนังของโบสถ์ในรัฐมัธยประเทศ (Madhya Pradesh) ของอินเดีย และในแผ่นจารึกที่ทำจากเปลือกไม้ที่ขุดพบที่หมู่บ้าน Bakhshali ในอินเดียโบราณ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถาน) เมื่อปี 1881 โบสถ์ดังกล่าวมีอายุย้อนหลังถึงศตวรรษที่ 9 ส่วนแผ่นจารึกจากการศึกษาก่อนหน้านี้ได้ประมาณอายุไว้ที่ระหว่างศตวรรษที่ 8 ถึงศตวรรษที่ 12 นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้หาอายุของแผ่นจารึกด้วยวิธีคาร์บอนกัมมันตรังสี กลับพบว่ามันมีอายุย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 3 หรือ 4 นั่นคือมีอายุราว 1,800 ปี […]

  • ขุดพบหลุมฝังศพและมัมมี่ของช่างทองอายุ 3,500 ปีใกล้กับหุบเขากษัตริย์ของอียิปต์

    ขุดพบหลุมฝังศพและมัมมี่ของช่างทองอายุ 3,500 ปีใกล้กับหุบเขากษัตริย์ของอียิปต์

    หลังการขุดนาน 5 เดือนทีมนักโบราณคดีของอียิปต์ได้ขุดพบหลุมฝังศพที่เป็นของช่างทองที่ชื่อ Amenemhat ที่มีชีวิตอยู่เมื่อราว 3,500 ปีก่อนซึ่งเป็นช่วงของราชวงศ์ที่ 18 ที่มีฟาโรห์ตุตันคาเมนและราชินีเนเฟอร์ติติผู้โด่งดังนั่นเอง Amenemhat เป็นช่างทำเครื่องประดับที่มีชีวิตอยู่ระหว่าง 1567 ก่อนคริสต์ศักราชถึง 1320 ก่อนคริสต์ศักราช เขาทำงานอุทิศแก่ Amon-Re เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น หลุมฝังศพของเขาถูกพบที่สุสานของคนมีชื่อเสียงทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ใกล้กับหุบเขากษัตริย์ที่เมือง Luxor ที่ห้องหลักของหลุมฝังศพมีรูปปั้นของ Amenemhat และภรรยาของเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ มีรูปปั้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเธอสวมชุดยาวและวิกผม มีรูปปั้นที่เล็กกว่าที่พบระหว่างรูปปั้นทั้งสองเผยให้เห็นหนึ่งในลูกชายของพวกเขา ในห้องยังประกอบด้วยภาชนะดินเผา หน้ากากที่ทำจากไม้ และตุ๊กตาหุ่นรับใช้ที่เป็นรูปปั้นเล็กๆสีน้ำเงิน สีดำ และสีขาวที่ชาวอิยิปต์โบราณจะวางเอาไว้ในหลุมฝังศพเพื่อรับใช้ผู้ตาย พวกเขายังพบอีกห้องหนึ่งที่มีมัมมี่พร้อมกะโหลกเปิดอยู่ 3 ตัวและโลงหิน “เราไม่แน่ใจว่ามัมมี่เหล่านี้จะเป็นของ Amenemhat และครอบครัวของเขา” Mostafa Waziri หัวหน้าทีมนักโบราณคดีกล่าว “มีผู้อื่นมาใช้หลุมฝังศพนี้อีกอย่างชัดเจนและเข้ามายุ่มย่าม นั่นอาจเป็นเหตุให้ศีรษะของพวกเขาเปิดออก” Waziri บอกเพิ่มเติมว่า “แต่เรามีความสุขมากเป็นพิเศษ เพราะมันหมายถึงว่าเราจะพบหลุมฝังศพเพิ่มอีกในบริเวณนี้” แม้ว่าการค้นพบครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตนัก แต่ก็ยังมีการประชาสัมพันธ์กันอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องจากประเทศอียิปต์ต้องการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ถูกทำลายไปด้วยการต่อสู้ทางการเมืองและการจู่โจมของผู้ก่อการร้ายภายหลังการลุกฮือเมื่อปี 2011 “การค้นพบครั้งนี้สำคัญมากสำหรับการตลาด” Khaled el-Enany รัฐมนตรีกระทรวงโบราณวัตถุของอียิปต์กล่าว “นี่เป็นสิ่งที่อียิปต์ต้องการอย่างแท้จริง” ทีมงานได้พูดเล่นๆว่าพวกเขาอาจจะมีข่าวที่น่าตื่นเต้นจะประกาศในเดือนหน้า […]

  • แผ่นจารึกของชาวบาบิโลนอายุ 3,700 ปีคือตารางตรีโกณที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

    แผ่นจารึกของชาวบาบิโลนอายุ 3,700 ปีคือตารางตรีโกณที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

    นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยนิวเซาเวลล์ (UNSW) ประเทศออสเตรเลีย ค้นพบว่าแผ่นจารึกดินเหนียวเก่าแก่อายุ 3,700 ปีของชาวบาบิโลนที่รู้จักกันดี จริงๆแล้วมันคือตารางตรีโกณมิติยุคโบราณที่มีมาก่อนที่ชาวกรีกจะคิดค้นวิชาตรีโกณมิติเป็นพันปี และเป็นไปได้ว่ามันถูกใช้สำหรับการคำนวณเพื่อก่อสร้างพระราชวัง วิหาร พีระมิดขั้นบันได และคลองในสมัยโบราณ งานวิจัยใหม่นี้ได้แสดงให้เห็นว่าชาวบาบิโลนได้เรียนรู้วิชาตรีโกณมิติในเรื่องเกี่ยวกับสามเหลี่ยมอย่างลึกซึ้งก่อนที่ชาวกรีกจะพัฒนาวิชาตรีโกณมิติขึ้นมากกว่า 1,500 ปี และยังได้เผยให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์สมัยโบราณที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้จนถึงปัจจุบัน แผ่นจารึกดินเหนียวขนาดเล็กนี้มีชื่อว่า Plimpton 322 ถูกค้นพบในช่วงต้นทศวรรษ 1900 ในสถานที่ซึ่งปัจจุบันเป็นบริเวณภาคใต้ของประเทศอิรัก ถูกค้นพบโดย Edgar Banks นักโบราณคดี นักการทูต และผู้ค้าวัตถุโบราณ ผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบบุคลิกของพระเอกในภาพยนตร์ชื่อดังก้องโลก Indiana Jones แผ่นจารึกนี้เชื่อว่าถูกเขียนขึ้นเมื่อราว 1800 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีลักษณะเป็นตารางที่มี 4 คอลัมน์และ 15 แถว ในตารางเป็นตัวเลขที่เขียนด้วยอักษรรูปลิ่ม (Cuneiform script) ที่ใช้กันในยุคนั้น  และได้สร้างความงุนงงสงสัยแก่นักวิจัยตลอดมาว่ามันถูกทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร Plimpton 322 ได้สร้างปริศนาให้แก่นักคณิตศาสตร์มานานกว่า 70 ปี ตั้งแต่ถูกเข้าใจว่ามันประกอบด้วยรูปแบบพิเศษของตัวเลขที่เรียกว่า “Pythagorean triples” Daniel Mansfield หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “ปริศนาสำคัญของมันคือวัตถุประสงค์ […]

  • ชาวเกาะอีสเตอร์ผู้สร้าง ‘โมอาย’ ไม่ได้ล้างผลาญทรัพยากรจนตัวเองเกือบสูญพันธุ์

    ชาวเกาะอีสเตอร์ผู้สร้าง ‘โมอาย’ ไม่ได้ล้างผลาญทรัพยากรจนตัวเองเกือบสูญพันธุ์

    ชาวโพลิเนเชียนที่อาศัยอยู่บนเกาะอีสเตอร์ผู้สร้างรูปปั้นหินรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีศีรษะใหญ่กว่าปกติที่เรียกว่าโมอาย (Moai) ถูกเชื่อมาตลอดว่าเป็นชนเผ่าที่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แบบล้างผลาญจนหมดเกาะ ผู้คนอดอยากล้มตายจนแทบจะสูญสิ้นเผ่าพันธ์ุ แต่จากงานวิจัยใหม่ของนักโบราณคดีที่มหาวิทยาลัย Binghamton ประเทศสหรัฐอเมริกากลับพบว่ามันแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ถึงขั้นต้องเขียนประวัติศาสตร์ของชาวเกาะแห่งนี้กันใหม่เลยทีเดียว

  • ขุดหอคอยกะโหลกมนุษย์ที่เม็กซิโก ไขปริศนาพิธีบูชายัญของชาวแอซเท็ก

    ขุดหอคอยกะโหลกมนุษย์ที่เม็กซิโก ไขปริศนาพิธีบูชายัญของชาวแอซเท็ก

    นักโบราณคดีขุดพบกะโหลกมนุษย์กว่า 675 หัวที่ใจกลางเมืองเม็กซิโกซิตี้ เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก แต่ที่สร้างความฉงนให้กับนักโบราณคดีคือมีกะโหลกของผู้หญิงและเด็กฝังร่วมอยู่กับกะโหลกผู้ชายด้วย จึงเกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับพิธีบูชายัญของชาวอาณาจักรแอซเท็กที่เคยรุ่งเรืองเมื่อหลายร้อยปีก่อน ชาวแอซเท็กเป็นผู้อพยพกลุ่มใหญ่จากทางเหนือของทวีปอเมริกา ได้ตั้งรกรากที่ตอนกลางของเม็กซิโกตรงบริเวณทะเลสาบ Texcoco มีความเจริญรุ่งเรืองกลายเป็นอาณาจักรใหญ่ในช่วงปี 1300 – 1521 มีเมืองหลวงชื่อว่า Tenochtitlan ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นเมืองเม็กซิโกซิตี้ (อาณาจักรแอซเท็กเกิดหลังอาณาจักรมายาเป็นพันปี) ชาวแอซเท็กนับถือเทพเจ้า Huitzilopochtli ซึ่งเป็นสุริยเทพและเทพเจ้าแห่งสงคราม  ชาวแอซเท็กนิยมทำพิธีบูชายัญสังเวยแด่เทพเจ้าด้วยการตัดศีรษะนักโทษที่จับมาจากการทำสงครามกับอาณาจักรอื่นๆ และยังมีการเอากะโหลกมาจัดแสดงต่อสาธารณะโดยใช้ไม้สอดกะโหลกวางบนแผงสูงหลายชั้นที่เรียกว่า Tzompantli แม้ในชนเผ่าอื่นเช่นชาวมายาและชาวอินคาจะมีการทำพิธีบูชายัญกันบ้างแต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเท่ากับชาวแอซเท็ก มีหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่ามีการสังเวยครั้งใหญ่ถวายต่อมหาพีระมิดแห่ง Tenochtitlan ในปี 1487 ชาวแอซเท็กได้บูชายัญนักโทษถึง 80,400 คนในช่วงเวลาแค่ 4 วัน ปี 1519 เฮอร์นัน กอร์เตสนักสำรวจและนักล่ายึดดินแดนชาวเสปนได้ยกกองทัพเข้าไปยึดครองและสามารถทำลายล้างอาณาจักรแอซเท็กได้สำเร็จในปี 1521 ทหารสเปนชื่อ อันเดรส เด ทาเปีย ได้บันทึกสิ่งที่เขาพบเห็นในจักรวรรดิแอซเทคว่า ในเมืองหลวงมีหอคอยสูงที่ก่อด้วยกะโหลกมนุษย์นับหมื่นหัว ซึ่งสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับทหารสเปนเป็นอย่างมาก นักโบราณคดีได้ค้นพบหอคอยกะโหลกมนุษย์ที่เมืองเม็กซิโกซิตี้ใกล้กับวิหาร Templo Mayor ซึ่งเป็นวิหารสำคัญของชาวแอซเท็กและได้เริ่มขุดค้นมาตั้งแต่ปี 2015 ได้พบกับกะโหลกมนุษย์จำนวนมากยึดติดเรียงต่อกันเป็นชั้นๆเป็นหอคอยทรงกระบอก ในระยะเวลาของการขุดราวหนึ่งปีครึ่งจนถึงตอนนี้พวกเขาได้ขุดพบกะโหลกมนุษย์แล้วจำนวน 676 หัว และเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยอีกหลายพัน […]

  • ฟอสซิลเก่าแก่บ่งชี้ว่ามนุษย์กำเนิดขึ้นบนโลกก่อนช่วงเวลาที่เคยคิดกันไว้เป็นแสนปี

    ฟอสซิลเก่าแก่บ่งชี้ว่ามนุษย์กำเนิดขึ้นบนโลกก่อนช่วงเวลาที่เคยคิดกันไว้เป็นแสนปี

    การค้นพบฟอสซิลและเครื่องมือหินที่แหล่งโบราณคดี Jebel Irhoud ประเทศโมร็อกโก ทำให้จุดกำเนิดของมนุษย์ย้อนหลังกลับไปจากช่วงเวลาที่เคยคิดกันไว้ไม่น้อยกว่า 100,000 ปี และแสดงให้เห็นว่าเมื่อ 300,000 ปีก่อนมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในเผ่าพันธุ์มนุษย์เรา ทั้งด้านชีววิทยาและพฤติกรรมเกิดขึ้นทั่วทวีปแอฟริกา ทีมวิจัยที่นำโดย Jean-Jacques Hublin จากสถาบัน Max Planck และ Abdelouahed Ben-Ncer จากสถาบันโบราณคดีแห่งชาติโมร็อกโก ได้เปิดเผยการพบฟอสซิลกระดูกมนุษย์ (Homo sapiens) กับเครื่องมือหิน กระดูกสัตว์ และร่องรอยการใช้ไฟในถ้ำที่แหล่งโบราณคดี Jebel Irhoud ห่างจากเมือง Marrakesh ไปทางตะวันตก 100 กม. จากการตรวจสอบพบว่าเป็นฟอสซิลมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุถึง 300,000 ปี ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในปัจจุบันถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 200,000 ปีก่อนที่ทวีปแอฟริกา มีการค้นพบฟอสซิลมนุษย์ที่มีอายุราว 150,000 – 200,000 ปีที่เอธิโอเปียซึ่งตั้งอยู่ด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกา การค้นพบในครั้งนี้จึงทำให้ช่วงเวลาที่มนุษย์ก่อกำเนิดมีขึ้นก่อนหน้าที่เคยคิดกันไว้ราว 100,000 ปี แหล่งโบราณคดี Jebel Irhoud ในประเทศโมร็อกโกที่อยู่ด้านตะวันตกของทวีปแอฟริกาถูกค้นพบตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นแหล่งสำคัญของฟอสซิลมนุษย์และสัตว์ที่ยังไม่ถูกรบกวน รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ยุคหินกลางซึ่งเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการใช้เครื่องมือหินหยาบๆแบบของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล […]

  • ตุรกีมุ่งมั่นจะนำชิ้นส่วนที่หายไปของโมเสกโบราณ “Gipsy Girl” กลับประเทศ

    ตุรกีมุ่งมั่นจะนำชิ้นส่วนที่หายไปของโมเสกโบราณ “Gipsy Girl” กลับประเทศ

    ความพยายามที่จะค้นหาชิ้นส่วนที่หายไปเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ค้นพบงานโมเสกเลื่องชื่อ “Gipsy Girl” ที่พบในเมืองโบราณ Zeugma ซึ่งต่อมางานโมเสกชิ้นนี้ได้รับความนิยมจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Gaziantep ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศตุรกีไปแล้ว โมเสก Gipsy Girl ที่บางคนเรียกว่าโมนาลิซาแห่ง Zeugma ถูกค้นพบเมื่อปี 1999 ถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ Zeugma Mosaic Museum ตั้งแต่ปี 2011 พร้อมกับงานโมเสกโบราณอื่นๆอีกจำนวนมากบนพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์โมเสกที่ใหญ่ที่สุดในโลก Gipsy Girl เป็นงานโมเสกโบราณที่ประณีตงดงามมาก โดยเฉพาะดวงตาคมกริบที่สะกดผู้เยี่ยมชมให้ตะลึงงัน นักวิชาการบางคนเชื่อว่าเป็นภาพของเทพีไกอา พระแม่ธรณีในเทพปกรณัมของกรีก ปัจจุบันเธอคือหน้าตาของเมือง Gaziantep ที่ถูกใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยว เมื่อปีที่แล้วยังมีการทำ Baklava ขนมหวานโบราณของตุรกีขนาดยักษ์แต่งหน้าเป็น Gipsy Girl เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวด้วย เทศบาลเมือง Gaziantep พยายามที่จะทำงานสำคัญในการติดตามชิ้นส่วนจำนวนมากที่ถูกขโมยและขายออกไปโดยพวกลักลอบค้าของเถื่อน ชิ้นส่วนที่หายไปจำนวนหนึ่ง (มีชิ้นสำคัญ 12 ชิ้น) จัดแสดงอยู่ที่ศูนย์ศิลปะ Wolfe Arts Center ของมหาวิทยาลัย Ohio Bowling Green […]

  • มัมมี่และข้าวของวัตถุล้ำค่าจำนวนมากถูกขุดพบในสุสานอียิปต์อายุ 3,500 ปี

    มัมมี่และข้าวของวัตถุล้ำค่าจำนวนมากถูกขุดพบในสุสานอียิปต์อายุ 3,500 ปี

    นักโบราณคดีอียิปต์ที่กำลังทำงานอยู่ที่สุสานใกล้เมืองโบราณ Thebes ซึ่งปัจจุบันคือเมือง Luxor ได้มีการค้นพบที่น่าตื่นตะลึง พวกเขาขุดพบมัมมี่ 8 ตัว พร้อมโลงไม้ที่มีรูปสวยงามหลากสีสัน และรูปปั้นเล็กๆอีกกว่า 1,000 ชิ้น พวกเขาคิดว่ามัมมี่และข้าวของเหล่านี้มีอายุ 3,500 ปี ทีมขุดค้นที่นำโดย Mostafa Waziri ได้พบสุสานทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ในเมือง Luxor สุสานน่าจะสร้างในราชวงศ์ที่ 18 (1550–1298 ปีก่อนคริสต์ศักราช) แต่ทีมงานคิดว่ามันถูกเปิดอีกครั้งในช่วงราชวงศ์ที่ 21 (ประมาณ 3,500 ปีมาแล้ว) เพื่อบรรจุมัมมี่และสิ่งของเพิ่มเข้าไป เป็นการป้องกันพวกมันจากโจรล่าสมบัติ กระทรวงโบราณวัตถุของอียิปต์ผู้อยู่เบื้องหลังการค้นพบออกประกาศบอกว่าสุสานเป็นของผู้พิพากษาชื่อ Userhat ซึ่งเป็นชนชั้นสูงของอียิปต์ ตัวสุสานเป็นรูปตัว T มีลานกว้างด้านหน้าก่อนที่จะแคบลึกเป็นห้องโถงยาวพร้อมทางเดินที่นำไปสู่ห้องด้านใน ระหว่างการขุดได้ค้นพบช่องทางเดินที่เชื่อมต่อจากห้องฝังศพหลัก นำไปสู่การค้นพบห้องอีก 2 ห้อง ห้องแรกเป็นที่เก็บรูปปั้นจำนวนมาก ห้องที่สองเป็นที่เก็บโลงและมัมมี่ห่อหุ้มด้วยผ้าลินินที่ทีมวิจัยเชื่อว่ามาจากราชวงศ์ที่ 21 นอกจากนี้ยังมีการค้นพบภาชนะดินเผาสีขาว สีส้ม สีเขียว และมีลวดลาย รอบโลงมีรูปวาดอย่างประณีตหลากสี มีทั้งสีแดง ดำ น้ำเงิน เขียว และเหลือง ส่วนใหญ่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี […]

  • นักโบราณคดีขุดพบหมู่บ้านโบราณยุคน้ำแข็งที่แคนาดาอายุ 14,000 ปี

    นักโบราณคดีขุดพบหมู่บ้านโบราณยุคน้ำแข็งที่แคนาดาอายุ 14,000 ปี

    จากเรื่องเล่าขานสืบทอดต่อกันมาของชนเผ่า Heiltsuk ซึ่งเป็นชนชาติแรกที่ปกครองบริติชโคลัมเบีย ถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่เคยกลายเป็นน้ำแข็งในช่วงระหว่างยุคน้ำแข็ง สถานที่ซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาได้ตั้งถิ่นฐานขึ้นที่นั่นเพื่อการอยู่รอด ในที่สุดนักโบราณคดีได้ขุดพบหมู่บ้านโบราณในบริเวณที่พูดถึงจริงๆ หมู่บ้านที่ค้นพบมีอายุถึง 14,000 ปี เก่าแก่กว่ามหาพีระมิดแห่งกีซาเป็นหมื่นปี ทีมนักวิจัยจากสถาบัน Hakai และมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ร่วมกับชาว Heiltsuk ได้ขุดพบหมู่บ้านโบราณบนเกาะ Triquet ห่างจากเมืองวิกตอเรีย รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 500 กม. พวกเขาพบข้าวของเครื่องใช้หลายอย่าง เช่น ถ่านไม้ เบ็ดตกปลา ฉมวกล่าสัตว์ทะเล และสว่านมือสำหรับจุดไฟ จากการวิเคราะห์อายุถ่านไม้พบว่าหมู่บ้านนี้ก่อตั้งราว 13,613 ถึง 14,086 ปีมาแล้ว ซึ่งอยู่ในช่วงของยุคน้ำแข็ง ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าระดับน้ำทะเลรอบๆเกาะ Triquet ยังคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างผิดสังเกตมานาน 15,000 ปีจนสิ้นสุดยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย นี่จึงเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าที่แห่งนี้มีความมั่นคงอย่างยิ่งนานหลายพันปีอย่างที่ชาว Heiltsuk ได้พูดมาโดยตลอด การค้นพบยังช่วยอธิบายว่าชาวอเมริกาเหนือยุคแรกเริ่มอพยพผ่านบริติชโคลัมเบียอย่างไร ทฤษฎีหนึ่งบอกว่ามนุษย์มาจากเอเชียข้ามผ่านแผ่นดินที่เป็นสะพานเชื่อมรัสเซียกับอลาสกา การค้นพบบนเกาะ Triquet ได้สนับสนุนแนวคิดว่าผู้คนเดินทางลงมาตามชายฝั่งและเป็นไปได้มากว่าเดินทางด้วยเรือ หลังจากที่ได้ข้ามบริเวณแผ่นดินเชื่อมมาแล้ว จากการค้นพบหมู่บ้านโบราณทำให้กลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง Heiltsuk บอกว่าพวกเขามีหลักฐานความน่าเชื่อถือและความถูกต้องมากขึ้นเมื่อต้องเข้าไปต่อสู้เพื่อสิทธิในการครอบครองที่ดิน “เมื่อเราต้องเข้าไปต่อรอง ประวัติศาสตร์จากการบอกเล่าคือสิ่งที่เราต้องนำไปใช้อ้างอิง” […]