Category: สำรวจโลกเก่า

  • นักวิจัยอังกฤษไขปริศนาหนังสือลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript สำเร็จแล้ว?

    นักวิจัยอังกฤษไขปริศนาหนังสือลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript สำเร็จแล้ว?

    เมื่อปี 1912 พ่อค้าหนังสือชาวโปแลนด์ Wilfrid M. Voynich ได้รับหนังสือแปลกประหลาดมาเล่มหนึ่ง เขาอ่านมันไม่เข้าใจเพราะเขียนด้วยภาษาที่ไม่รู้จัก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเป็นเวลานานกว่าศตวรรษแล้วที่ได้มีผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกจำนวนมากได้พยายามถอดรหัสภาษาที่เขียนในหนังสือที่เรียกว่า Voynich Manuscript เล่มนี้แต่ยังไม่มีใครทำสำเร็จ จนมันถูกเรียกเป็นหนังสือลึกลับที่สุดในโลก แต่แล้วนักวิชาการที่มหาวิทยาลัยบริสตอล สหราชอาณาจักร ได้รายงานว่าเขาใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ไขปริศนาอันลึกลับนี้ได้สำเร็จอย่างเหลือเชื่อ หนังสือ Voynich Manuscript มีขนาด 6 x 9 นิ้ว เดิมมี 272 หน้าปัจจุบันหลงเหลือเพียง 240 หน้า ถูกเขียนด้วยปากกาขนนก แต่ละหน้าประกอบด้วยข้อความและภาพประกอบที่มีการระบายสีหยาบๆ ตัวหนังสือได้ถูกตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีพบว่ามีอายุราว 600 ปี หรือย้อนหลังถึงราวต้นศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ตัวเนื้อหาในหนังสือหากดูจากภาพประกอบจะมี 5 หัวข้อได้แก่ พฤกษศาสตร์ ดาราศาสตร์ ชีววิทยา เภสัชศาสตร์ และสูตรยา แต่ตัวอักษรที่บันทึกไว้เป็นตัวอักษรที่ไม่เคยพบเห็นที่ใดในโลกมาก่อน ปี 2018 Greg Kondrak และ Bradley […]

  • ใครคือคนที่รวยที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา? เอกสารต้นฉบับจากยุคกลางมีคำตอบ

    ใครคือคนที่รวยที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา? เอกสารต้นฉบับจากยุคกลางมีคำตอบ

    หากถามว่าใครคือคนที่รวยที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา? ลืมนิตยสารฟอร์บแมกกาซีนไปได้เลย เพราะมันไม่ใช่ Jeff Bezos หรือ Bill Gates ตามที่นิตยสารฉบับนั้นรายงานอยู่เป็นประจำ คำตอบที่แท้จริงอยู่ในเอกสารต้นฉบับจากยุคกลางที่เรียกว่า The Catalan Atlas ตรงกลางหน้าที่แสดงเส้นทางการค้ามีรูปกษัตริย์ของแอฟริกาตะวันตกในมือถือเหรียญทองคำผู้มีนามว่า Mansa Musa เขาผู้นี้ต่างหากที่เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดที่เคยเดินบนโลกใบนี้ เอกสารแผนที่ The Catalan Atlas ที่ถูกจัดทำขึ้นใหม่จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 26 มกราคม 2019 ที่พิพิธภัณฑ์ Block Museum of Art ในมหาวิทยาลัย Northwestern University ประเทศสหรัฐอเมริกา นิทรรศการในหัวข้อ “ขบวนคาราวานของทองคำ” แสดงถึงความมั่งคั่งและอิทธิพลอันใหญ่หลวงของแอฟริกาในยุคกลาง แผนที่ซึ่งต้นฉบับผลิตบนเกาะ Majorca ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อปี 1375 มีความโดดเด่นกว่าสิ่งอื่น “ชัดเจนว่า Mansa Musa และทรัพยากรทองคำในแอฟริกาตะวันตกมีความสำคัญมากที่สุด” Kathleen Bickford Berzock ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการกล่าว Bickford Berzock บอกว่านิทรรศการนี้มีจุดประสงค์เพื่อลบล้างภาพพจน์บางอย่างเกี่ยวกับแอฟริกา ทวีปนี้มักจะถูกมองว่าล้าหลังในสายตาของสาธารณชนทั่วไป การรุกรานโดยพวกนักล่าอาณานิคมในเวลาต่อมาได้รีดเอาผู้คนและทรัพยากรของแอฟริกาออกไปพร้อมกับทำลายวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานที่เคยมีมาก่อน […]

  • ชิ้นส่วนที่หายไปของโมเสกโบราณ “Gipsy Girl” ถูกส่งกลับคืนถึงประเทศตุรกีแล้ว

    ชิ้นส่วนที่หายไปของโมเสกโบราณ “Gipsy Girl” ถูกส่งกลับคืนถึงประเทศตุรกีแล้ว

    ด้วยความพยายามอย่างมุ่งมั่นมานานหลายปีในที่สุดตุรกีก็ได้รับชิ้นส่วนที่หายไปของโมเสกโบราณ “Gipsy Girl” ที่บางคนเรียกว่าโมนาลิซาแห่ง Zeugma ซึ่งเป็นหนึ่งในงานโมเสกโบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุดกลับคืนจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ชิ้นส่วนสำคัญ 12 ชิ้นเดินทางมาถึงตุรกีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2018 ท่ามกลางความดีใจของผู้เกี่ยวข้อง ชิ้นส่วนดังกล่าวถูกลักลอบนำออกไปนอกประเทศในช่วงระหว่างการขุดค้นที่ผิดกฎหมายในซากปรักหักพังของเมืองโบราณ Zeugma เมื่อทศวรรษ 1960 และถูกซื้อไปโดยมหาวิทยาลัย Ohio Bowling Green State ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 1965 ด้วยราคา 35,000 ดอลลาร์ ปี 2012 ทางมหาวิทยาลัยนำชิ้นส่วนดังกล่าวออกจัดแสดงที่ศูนย์ศิลปะ Wolfe Arts Center ทางตุรกีจึงเริ่มปฏิบัติการทวงคืนโดยอาศัยผลงานวิจัยของ Stephanie Langin-Hooper นักประวัติศาสตร์ศิลปะที่มหาวิทยาลัย Southern Methodist University ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งได้ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างชิ้นส่วนที่จัดแสดงอยู่ที่มหาวิทยาลัย Ohio Bowling Green State กับเมืองโบราณ Zeugma มหาวิทยาลัย Ohio Bowling Green State ตกลงที่จะคืนชิ้นส่วนให้ทางตุรกีหลังจากครอบครองมานานหลายสิบปี และได้ทำพิธีส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ของตุรกีเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา และทางตุรกีจะทำแบบจำลองของชิ้นส่วนให้กับทางมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลง […]

  • มหาวิหาร Sagrada Familia ได้รับใบอนุญาตเสียทีหลังก่อสร้างมานาน 136 ปี

    มหาวิหาร Sagrada Familia ได้รับใบอนุญาตเสียทีหลังก่อสร้างมานาน 136 ปี

    มหาวิหารซากราดาฟามีเลีย (Sagrada Familia) แลนด์มาร์กสำคัญที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งเมืองบาร์เซโลนา เริ่มก่อสร้างมานานถึง 136 ปีแต่ยังไม่เสร็จ โดยที่ไม่มีใบอนุญาตก่อสร้างแต่อย่างใด บัดนี้คณะกรรมการของโบสถ์ได้ทำข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์กับผู้บริหารของเมืองบาร์เซโลนาซึ่งจะทำให้มหาวิหารได้รับใบอนุญาตก่อสร้างถูกต้องแลกกับการจ่ายเงินมากถึง 36 ล้านยูโรตลอดทศวรรษหน้า ซากราดาฟามีเลียเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 1882 ตามการออกแบบของสถาปิก Francisco de Paula del Villar y Lozano ซึ่งได้ลาออกในปี 1883 จากนั้นสถาปนิก Antoni Gaudi ได้เข้ามารับงานออกแบบต่อ เขาใช้เวลากับการออกแบบมหาวิหารแห่งนี้กว่า 40 ปีจนกระทั่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุถูกรถรางชนในปี 1926 ร่างของเขาถูกฝังอยู่ในโบสถ์น้อย Our Lady of Mount Carmel ในห้องใต้ดินของซากราดาฟามีเลีย แม้ Gaudi จะเสียชีวิตไปแต่ผู้ร่วมงานของเขาได้สานงานทำโครงการต่อไปโดยอาศัยรูปถ่าย ภาพร่าง และแบบจำลองที่ Gaudi ทำไว้ ปี 1936 โครงการต้องหยุดชะงักเพราะสงครามกลางเมืองในสเปน ห้องใต้ดินและแบบจำลองละเอียดถูกเผาทำลาย เมื่อสิ้นสุดสงครามทีมงานก็กลับมาทำงานกันต่อโดยอาศัยภาพร่าง ภาพถ่าย และแบบจำลองอื่นๆที่รอดพ้นจากการถูกทำลาย แม้ว่ามหาวิหารซากราดาฟามีเลียจะยังสร้างไม่เสร็จแต่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมจำนวนมากถึงปีละ 20 ล้านคน […]

  • ไขปริศนารอยยิ้มลึกลับของโมนาลิซาคือเสน่ห์เย้ายวนใจของสภาวะที่ไม่สมบูรณ์

    ไขปริศนารอยยิ้มลึกลับของโมนาลิซาคือเสน่ห์เย้ายวนใจของสภาวะที่ไม่สมบูรณ์

    เป็นเวลากว่า 500 ปีแล้วที่เลโอนาร์โด ดาวินชีได้เขียนภาพที่โด่งดังที่สุดในโลก “โมนาลิซา” ปัจจุบันเธอถูกแขวนอยู่หลังกระจกกันกระสุนในห้องส่วนตัวในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ รอคอยผู้มาเยี่ยมชมปีละหลายล้านคน หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ภาพนี้เป็นที่ชื่นชอบและถูกพูดถึงมากที่สุดคือรอยยิ้มลึกลับของเธอที่ผู้คนสงสัยว่ามันเกี่ยวกับเรื่องอะไร แม้จะมีทฤษฎีในเรื่องนี้มากมายแต่ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน แต่ตอนนี้มีนายแพทย์คนหนึ่งบอกว่าเขาไขปริศนานี้ได้แล้ว เมื่อปีที่แล้วนายแพทย์ Mandeep R. Mehra ผู้อำนวยการศูนย์โรคหัวใจที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในผู้คนที่ไปเบียดออกันแน่นเพื่อแย่งชมภาพโมนาลิซาให้ใกล้ที่สุด เขาได้พิจารณารายละเอียดของเธอที่ดูแปลกๆ เธอมีผิวสีเหลือง ผมบาง และรอยยิ้มที่ดูไม่สมดุล “ผมมีโอกาสไปอยู่ที่นั่นหนึ่งชั่วโมง และใช้เวลาครึ่งหนึ่งจ้องมองที่ภาพนี้ ผมไม่ใช่ศิลปิน ผมไม่รู้ว่าจะชื่นชมศิลปะอย่างไร แต่ผมรู้วิธีการวินิจฉัยทางการแพทย์เป็นอย่างดี” Mehra กล่าว Mehra สรุปว่า Gherardini Lisa ผู้เป็นนางแบบในภาพนี้กำลังได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism) ซึ่งเป็นภาวะที่ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาไม่เพียงพอ อาการของโรค เช่น มือบวม ผมบาง และมีก้อนที่คอ ทั้งหมดปรากฏอยู่ในภาพ Mehra อธิบายว่าถ้าได้จ้องมองภาพโมนาลิซาแบบใกล้ชิด คุณจะเริ่มเห็นรายละเอียดที่ผิดปกติหลายอย่าง เช่น ด้านในมุมตาข้างซ้ายของเธอมีตุ่มเล็กๆอยู่ระหว่างท่อน้ำตากับสันจมูก ผมของเธอบางผิดปกติ เธอไม่มีขนคิ้วเลย มือขวาที่วางทับบนมือซ้ายมองเห็นนิ้วชี้บวมอย่างชัดเจน เธอยังมีผิวสีเหลือง ทั้งหมดเป็นอาการของโรคคอพอก “หลังจากสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ มันเห็นได้ชัดว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับเธอ” Mehra กล่าว […]

  • สฟิงซ์ของอียิปต์โบราณตัวที่สองถูกค้นพบระหว่างการทำงานก่อสร้างถนน

    สฟิงซ์ของอียิปต์โบราณตัวที่สองถูกค้นพบระหว่างการทำงานก่อสร้างถนน

    Mohamed Abdel Aziz ผู้อำนวยการทั่วไปของสำนักโบราณวัตถุแห่งเมือง Luxor ประเทศอียิปต์ รายงานว่ามีการค้นพบรูปปั้นหินโบราณรูปสฟิงซ์ที่ลำตัวเป็นสิงโตหัวเป็นคนโดยคนงานก่อสร้างระหว่างทำถนนสายหนึ่งทางตอนใต้ของเมือง Luxor หากเรื่องนี้เป็นจริงมันจะเป็นสฟิงซ์ของอียิปต์โบราณตัวที่สองซึ่งมีอายุมากกว่า 4,000 ปี Abdel Aziz บอกว่ารูปปั้นสฟิงซ์ยังคงถูกฝังอยู่ใต้ดินยังไม่ได้เคลื่อนย้ายออกมา ทางกระทรวงโบราณวัตถุของอียิปต์กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่โดยต้องหาวิธีที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้รูปปั้นเสียหาย ตำแหน่งที่ค้นพบอยู่ริมแม่น้ำไนล์ระหว่างมหาวิหาร Karnak กับเมือง Luxor ห่างจากหุบเขากษัตริย์ (Valley of the Kings) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานของกษัตริย์อียิปต์โบราณราว 6 กิโลเมตร สำหรับสฟิงซ์ของอียิปต์โบราณตัวแรกคือมหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) เป็นสฟิงซ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก มหาสฟิงซ์แห่งกีซ่าแกะสลักจากหินปูนก้อนใหญ่ก้อนเดียว มีขนาดความยาว 74 เมตร สูง 20 เมตร เป็นอนุสาวรีย์หินแกะสลักที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นรูปแกะสลักแบบลอยตัวจากหินก้อนเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย โดยนักโบราณคดีเชื่อว่า มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าเป็นอนุสาวรีย์ของกษัตริย์หรือฟาโรห์คาเฟร (Khafre) หรือ คีเฟรน(Chephren) ฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 4 ผู้สร้างพีระมิดคาเฟรเมื่อประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อปี 2017 […]

  • หลักฐานจากใต้ทะเลสาบเก่าแก่บ่งชี้ว่าเพราะเหตุใดอาณาจักรมายาจึงล่มสลาย

    หลักฐานจากใต้ทะเลสาบเก่าแก่บ่งชี้ว่าเพราะเหตุใดอาณาจักรมายาจึงล่มสลาย

    ตะกอนใต้ทะเลสาบในเม็กซิโกมีหลักฐานสำคัญที่เป็นคำตอบซึ่งนักโบราณคดีพยายามควานหามานานถึงสาเหตุแห่งการล่มสลายอย่างรวดเร็วและลึกลับของอาณาจักรมายาโบราณ เมื่อราว 4,000 ปีก่อนชาวมายันได้เริ่มสร้างอาณาจักรขึ้นมาที่ตอนใต้ของทวีปอเมริกาเหนือบริเวณประเทศเม็กซิโกคาบเกี่ยวกับเบลีซและกัวเตมาลา มีความเจริญรุ่งเรืองสุดขีดในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 250 – 950 ชาวมายันมีความรู้ด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมที่น่าทึ่ง สามารถทำนายเวลาเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาได้ล่วงหน้า สร้างปฏิทินใช้เอง รู้จักประดิษฐ์เลขศูนย์ใช้ในวิชาคณิตศาสตร์ อาณาจักรมายาปกครองด้วยระบบกษัตริย์ มีเมืองใหญ่หลายเมือง แต่ละเมืองมีการสร้างพีระมิดขั้นบันไดไว้จำนวนมาก เพื่อใช้เป็นวิหาร สถานที่บูชาเทพเจ้า หรือใช้เป็นสุสาน บางเมืองยังมีสนามกีฬาอีกด้วย แต่แล้วอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองมานับพันปีกลับล่มสลายไปอย่างรวดเร็วด้วยสาเหตุที่ยังคงเป็นปริศนาลึกลับอยู่ถึงปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์มีทฤษฎีของสาเหตุแห่งการล่มสลายของอาณาจักรมายาหลายทฤษฎี อย่างเช่น การตัดไม้ทำลายป่า, การมีประชากรมากเกินไป และเกิดภัยแล้งรุนแรง ในงานวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่าสาเหตุมาจากภัยแล้ง และเป็นครั้งแรกที่มีการระบุระดับความรุนแรงของภัยแล้งที่เกิดขึ้น จากการวิเคราะห์ตะกอนจากใต้ทะเลสาบ Chichancanab ที่อยู่บนคาบสมุทร Yucatan ประเทศเม็กซิโก นักวิทยาศาสตร์พบการลดลงของปริมาณน้ำฝนในแต่ละปีถึงระดับ 50% ยาวนานกว่า 100 ปี ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 800 – 1,000 ในบางครั้งลดลงถึงระดับ 70% ภัยแล้งดังกล่าวเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีการระบุปริมาณน้ำฝน, ความชื้นสัมพัทธ์ และการระเหยของน้ำในเวลานั้น นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มีการวิเคราะห์แร่ธาตุต่างๆและการสร้างแบบจำลองเพื่อตรวจสอบบันทึกสภาพภูมิอากาศในช่วงอารยธรรมของชาวมายันอีกด้วย งานวิจัยใหม่นี้ได้วิเคราะห์แกนตะกอนดินซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศมักจะทำเพื่อกำหนดเงื่อนไขหรือเหตุการณ์ในอดีต โดยใช้ตะกอนโคลนโบราณเป็นเหมือน “แคปซูลเวลา” […]

  • นักโบราณคดีพบขนมปังอายุกว่า 14,000 ปี ก่อนเริ่มมีการเพาะปลูกหลายพันปี

    นักโบราณคดีพบขนมปังอายุกว่า 14,000 ปี ก่อนเริ่มมีการเพาะปลูกหลายพันปี

    ขนมปังเป็นอาหารที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีมักจะนำจุดกำเนิดของขนมปังไปผูกโยงกับการเริ่มมีการเพาะปลูกว่าเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มสามารถปลูกข้าวสาลีได้เองและนำไปบดเป็นแป้ง แต่การค้นพบเศษขนมปังล่าสุดที่อาคารโบราณแห่งหนึ่งในตะวันออกกลางบ่งชี้ว่ามนุษย์รู้จักการอบขนมปังก่อนที่จะมีการเพาะปลูกหลายพันปี ก่อนหน้านี้เคยมีการพบร่องรอยของแป้งธัญพืชบนก้อนหินมีอายุมากถึง 30,000 ปี แต่นั่นก็ไม่จำเป็นต้องหมายความว่ามนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้อบขนมปังกินกันแล้ว แต่การค้นพบครั้งล่าสุดนี้คือหลักฐานที่ชัดเจนและเก่าแก่ที่สุด มีการค้นพบเศษขนมปังที่แหล่งโบราณคดี Shubayqa 1 ในประเทศจอร์แดน มีอายุถึง 14,400 ปี แหล่งโบราณคดีนี้เคยเป็นถิ่นที่อยู่ของพวก Natufian ที่เป็นมนุษย์นักล่า-เก็บพืชผลเมื่อราว 15,000-11,000 ปีก่อน มีอาคารโบราณ 2 หลังแต่ละหลังมีเตาไฟอยู่ด้วย การขุดค้นซึ่งทำในระหว่างปี 2012 – 2015 ได้พบกับเศษซากอาหารที่ถูกย่างเหลือค้างอยู่ในเตาไฟ รวมทั้งเครื่องมือหิน กระดูกสัตว์ และเศษซากพืช ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนได้วิเคราะห์โดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน พบว่ามันคือการทำขนมปังอย่างชัดเจน “ผลวิเคราะห์จาก 24 ตัวอย่างในงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าธัญพืชป่าที่เป็นต้นตระกูลของข้าวบาเลย์และข้าวโอ๊ตถูกบด ร่อนตะแกรง และนวดก่อนนำมาปรุงอาหาร” Amaia Arranz Otaegui หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “เศษซากที่หลงเหลืออยู่คล้ายกับขนมปังแบน (Flat Bread) ที่พบในแหล่งโบราณคดียุคหินใหม่และยุคโรมันในยุโรปและตุรกีมากๆ ดังนั้นตอนนี้เราจึงรู้แล้วว่าขนมปังถูกทำขึ้นมานานก่อนที่จะมีการเพาะปลูก” ในช่วงเวลาดังกล่าวการทำขนมปังจะใช้แรงงานคนเป็นหลัก ทั้งการเอาเปลือกออก การบด การนวดแป้ง และการอบ ทีมวิจัยกล่าวว่าสิ่งนี้อาจนำไปสู่อาหารที่ถูกมองว่ามีความพิเศษ […]

  • สโตนเฮนจ์ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ทฤษฎีบทของพีทาโกรัสเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนที่เขาจะเกิด

    สโตนเฮนจ์ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ทฤษฎีบทของพีทาโกรัสเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนที่เขาจะเกิด

    เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2018 มีผู้คนกว่า 9,500 คนไปรวมตัวกันที่สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) อนุสรณ์สถานยุคก่อนประวัติศาสตร์ทางภาคใต้ของเกาะอังกฤษ เพื่อชมดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือแท่งหิน Heel Stone ในวันครีษมายัน (summer solstice) ซึ่งเป็นวันที่มีกลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี ในวันเดียวกันนั้นหนังสือ Megalith ที่ใช้วันครีษมายันเป็นวันเริ่มเผยแพร่ได้ระบุว่าผู้สร้างสโตนเฮนจ์เมื่อราว 4,500 ปีมาแล้วได้ใช้ทฤษฎีบทของพีทาโกรัสในการกำหนดตำแหน่งก้อนหิน ก่อนที่ตัวพีทาโกรัสเองจะเกิดมากกว่า 2,000 ปี สโตนเฮนจ์ประกอบด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันวางนอนลง และบางอันก็ถูกวางซ้อนอยู่ข้างบน นักโบราณคดีเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นในยุคหินใหม่ (Neolithic age) แต่ที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่คือกลุ่มหินประหลาดนี้สร้างขึ้นเพื่ออะไรและผู้คนในยุคนั้นซึ่งไม่มีเทคโนโลยีการทุ่นแรงใดๆสามารถยกก้อนหินหนัก 30 ตันขึ้นไปวางเรียงบนแท่งหินสูง 4 เมตรได้อย่างไร สโตนเฮนจ์ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางและยังเป็นมรดกโลกอีกด้วย ในหนังสือ Megalith เปิดเผยว่ามีการตรวจสอบลักษณะทางเรขาคณิตของสโตนเฮนจ์ แล้วได้ข้อสรุปที่น่าสนใจยิ่งว่ามันถูกสร้างขึ้นโดยนักดาราศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจวงโคจรของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และวัฏจักรการเกิดสุริยุปราคาเป็นอย่างดี และได้สร้างปฏิทินหินขนาดใหญ่โดยใช้ความรู้ทางเรขาคณิตขั้นสูง Robin Heath หนึ่งในผู้ร่วมเขียนหนังสือได้เสนอว่ามีรูปสามเหลี่ยมพีทาโกรัสในพื้นที่ของอังกฤษที่เกิดจากการเชื่อมโยงของสถานที่สำคัญยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้แก่ สโตนเฮนจ์ ทางตอนใต้,Preseli bluestones […]

  • ไขปริศนาหมวกหินยักษ์หนัก 12 ตันถูกยกขึ้นไปวางบนหัว ‘โมอาย’ ได้อย่างไร

    ไขปริศนาหมวกหินยักษ์หนัก 12 ตันถูกยกขึ้นไปวางบนหัว ‘โมอาย’ ได้อย่างไร

    รูปปั้นหินแกะสลักรูปหน้าคน ‘โมอาย’ ที่ตั้งอยู่บนเกาะอีสเตอร์เป็นมรดกโลกที่ทรงคุณค่าทั้งในด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ที่แปลกเป็นพิเศษคือรูปปั้นโมอายบางตัวมีหมวกบนหัวด้วย และดูเหมือนว่าหมวกดังกล่าวจะถูกนำไปวางหลังจากที่ได้ติดตั้งรูปปั้นเข้าที่แล้ว น่าสนใจว่าหมวกหินยักษ์หนัก 12 ตันถูกนำไปวางบนหัวรูปปั้นสูง 10 เมตรได้อย่างไร ชาวโพลิเนเชียนที่มีชีวิตอยู่เมื่อกว่า 1,000 ปีก่อนใช้เทคนิคอะไรในการยกมันขึ้นไป ล่าสุดนักวิจัยบอกว่าพวกเขาไขปริศนาเรื่องนี้ได้แล้ว มีปริศนาที่มักถามกันบ่อยๆว่าชาวโพลิเนเชียนเคลื่อนย้ายรูปปั้นโมอายขนาดใหญ่จากเหมืองหินจุดที่ทำการแกะสลักไปยังจุดที่ติดตั้งซึ่งห่างกันราว 18 กิโลเมตรกับนำหมวกหินสีแดงที่เรียกว่า “pukao” ขึ้นไปวางบนหัวของรูปปั้นได้อย่างไร สำหรับคำถามแรกนักวิจัยมีคำตอบมานานแล้วว่าพวกเขาใช้เทคนิคทำให้โมอาย “เดิน” ได้ โดยใช้เพียงเชือก 3 เส้นและคนจำนวนหนึ่งกับกลยุทธ์บางอย่างเท่านั้น และได้ทำการสาธิตให้เห็นประจักษ์ดังในวิดีโอด้านล่าง แต่สำหรับคำถามที่สองยังคงเป็นปริศนาที่ต้องการตำตอบที่ชัดเจน   “ผู้คนจำนวนมากมีแนวคิดในเรื่องนี้ที่แตกต่างกันออกไป แต่เราเป็นกลุ่มแรกที่ได้แนวคิดโดยใช้หลักฐานทางโบราณคดี” Sean W Hixon หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว ทีมวิจัยชี้ว่าหมวก pukao รูปทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เมตร หนัก 12 ตัน น่าจะถูกกลิ้งมาจากเหมืองหินสคอเรีย (Scoria) สีแดงซึ่งเป็นจุดที่พวกมันถูกตัดออกมา พวกเขาใช้การกลิ้งหมวกหินจนมาถึงรูปปั้น ส่วนการยกหมวกหินขึ้นไปวางบนหัวรูปปั้นนั้นใช้ทางลาดและเชือกกับเทคนิคที่เรียกว่า Parbuckling “เทคนิค Parbuckling เป็นการใช้เชือกพันรอบหมวกหินรูปทรงกระบอก จากนั้นใช้คนจำนวนหนึ่งดึงเชือกจากด้านบน” Carl Lipo นักวิจัยอีกคนหนึ่งอธิบาย […]