Category: สำรวจโลกเก่า

  • ผลสแกนเรดาร์ล่าสุดไม่พบห้องลับในหลุมฝังศพกษัตริย์ตุตันคาเมน

    ผลสแกนเรดาร์ล่าสุดไม่พบห้องลับในหลุมฝังศพกษัตริย์ตุตันคาเมน

    การสแกนเรดาร์หลุมฝังศพกษัตริย์ตุตันคาเมนครั้งล่าสุดได้ข้อสรุปแน่นอนแล้วว่าไม่มีห้องลับที่ซ่อนอยู่ ไม่มีทางเดินเชื่อมด้านหลังผนังห้องเก็บศพตุตันคาเมนฟาโรห์ผู้โด่งดังของอียิปต์ เป็นการประกาศอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอียิปต์ และเป็นบทสรุปที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง หลังจากที่ได้ตื่นเต้นกันในเรื่องนี้มานานหลายปี ปี 2015 นิโคลัส รีฟส์ นักอียิปต์วิทยาของมหาวิทยาลัยแอริโซนา ได้เผยแพร่ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ามีห้องที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงในหลุมฝังศพของตุตันคาเมน ห้องเหล่านี้เขาเชื่อว่าเป็นที่ฝังศพของพระราชินีเนเฟอร์ติติ ผู้เป็นภรรยาของฟาโรห์แอเคนาเทน ซึ่งเป็นบิดาของตุตันคาเมน เรื่องนี้สร้างความสนใจในหมู่นักโบราณคดีและผู้สนใจในเรื่องราวอียิปต์โบราณอย่างยิ่ง ปี 2016 การสแกนเรดาร์ที่ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีเรดาร์ชาวญี่ปุ่นพบหลักฐานสนับสนุนการคงอยู่ของห้องลับตามทฤษฎีของรีฟส์ เรื่องนี้จึงถูกกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นและความสนใจในวงกว้าง ทางการอียิปต์ลุ้นมากที่จะให้เรื่องนี้เป็นจริง เพราะมันจะมีส่วนช่วยให้การท่องเที่ยวของอียิปต์ที่กำลังซบเซาอย่างหนักจะได้กระเตื้องขึ้นมาได้บ้าง ต่อมาในปีเดียวกันทีมวิจัยอีกทีมหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกได้ดำเนินการสแกนเรดาร์เพื่อยืนยันข้อสงสัย แล้วพบว่าไม่มีห้องลับใดๆซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพง อย่างไรก็ตามกระทรวงโบราณวัตถุของอียิปต์ได้ปฏิเสธที่จะยอมรับผลการสแกนครั้งนั้น โดยบอกว่ามีแผนที่จะทดสอบเพิ่มเติมเพื่อค้นหาหลุมฝังศพต่อไป Franco Porcelli ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคตูริน ผู้ทำการสแกนครั้งล่าสุดได้รายงานเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2018 ในที่ประชุมนานาชาติที่กรุงไคโรว่าทีมงานของเขามีข้อสรุปที่มั่นใจอย่างสูงว่าสมมุติฐานเรื่องการดำรงอยู่ของห้องลับที่อยู่ติดกับห้องฝังศพตุตันคาเมนไม่ได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลที่ได้ทำการสแกนด้วยเครื่อง GPR (Ground-penetrating radar) “งานของเราได้แสดงให้เห็นว่าไม่มีห้องลับที่ซ่อนอยู่ ไม่มีทางระเบียงที่ติดกับหลุมฝังศพตุตันคาเมน” Porcelli กล่าว “อย่างที่พวกคุณรู้กันว่ามีทฤษฎีที่บอกว่าเป็นไปได้ที่มีห้องเหล่านี้ แต่น่าเสียดายที่ผลงานของเราไม่สนับสนุนทฤษฎีนี้” กระทรวงโบราณวัตถุของอียิปต์ได้ทยอยขนย้ายข้าวของของกษัตริย์ตุตันคาเมนไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นอกกรุงไคโรใกล้กับมหาพีระมิดแห่งกีซาเพื่อทำการบูรณะก่อนที่จะเปิดการแสดง การเคลื่อนย้ายสมบัติล้ำค่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องระมัดระวังกันอย่างมาก ในปี 2014 เคราที่ติดกับหน้ากากทองคำของกษัตริย์อียิปต์โบราณถูกกระแทกจนหลุดออกมา ต้องรีบใช้กาวอีพ็อกซี่ติดกลับเข้าไปใหม่ ทำเอานักโบราณคดีโวยวายกันยกใหญ่ ระหว่างการประชุม Khaled al-Anani รัฐมนตรีกระทรวงโบราณวัตถุของอียิปต์บอกว่าพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่เฟสแรกที่มีห้องตุตันคาเมนด้วยนั้นจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้ แต่ยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะเปิดให้ชมเมื่อไหร่ พิพิธภัณฑ์ใหม่มีสิ่งของวัตถุโบราณ […]

  • พบลายเส้นลึกลับ Nazca Lines เพิ่มอีกจำนวนมากและยังเก่าแก่กว่าที่เคยพบหลายร้อยปี

    พบลายเส้นลึกลับ Nazca Lines เพิ่มอีกจำนวนมากและยังเก่าแก่กว่าที่เคยพบหลายร้อยปี

    นักโบราณคดีที่ประเทศเปรูเพิ่งจะค้นพบเส้นนาซคาอันลึกลับเพิ่มมากกว่า 50 รูป ซึ่งหลบซ่อนสายตานักสำรวจและนักโบราณคดีมานานหลายสิบปี และบางส่วนของเส้นนาซคาที่ค้นพบใหม่ยังมีอายุมากกว่าบรรดาเส้นนาซคาที่เคยพบหลายร้อยปี ทำให้นักโบราณคดีมีสมมุติฐานใหม่ในการไขปริศนาที่มาที่ไปของลายเส้นลึกลับที่อยู่คู่โลกมายาวนานกว่า 2,000 ปี เส้นนาซคา (Nazca Lines) เป็นลายเส้นรูปร่างต่างๆมีทั้งรูปทรงเรขาคณิต รูปสัตว์ ต้นไม้ รวมทั้งรูปคนขนาดใหญ่ที่ปรากฏอยู่บนทะเลทรายนาซคา ในบริเวณพื้นที่กว่า 520 ตารางกิโลเมตร ระหว่างเมือง Nazca และเมือง Palpa ประเทศเปรู ลายเส้นเป็นรูปทรงเรขาคณิตมีจำนวนหลายร้อยรูป และอีกกว่า 70 รูปเป็นรูปสัตว์ มีรูปนก ปลา เสือจากัวร์ ลิง คน ต้นไม้และดอกไม้ รูปที่ใหญ่ที่สุดมีความยาวถึง 370 เมตร เส้นนาซคาถูกสังเกตพบครั้งแรกเมื่อปี 1553 โดยนักสำรวจชาวสเปนแต่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นทางเดิน จนถึงปี 1940 Paul Kosok นักโบราณคดีที่มาศึกษาระบบชลประทานโบราณได้สังเกตเห็นลายเส้นรูปนกขณะบินผ่านบริเวณนี้ จากนั้นจึงมีการศึกษาเส้นนาซคาอย่างจริงจัง ความลึกลับของเส้นนาซคาคือไม่มีใครรู้ว่าผู้ใดเป็นคนสร้างมันขึ้นมาและมันถูกสร้างด้วยวัตถุประสงค์ใด คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวเป็นผู้สร้างเส้นนาซคาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีล้ำยุค แบบเดียวกับที่เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวเป็นผู้สร้างมหาพิระมิดแห่งกีซา แต่นักโบราณคดีเชื่อว่าเส้นนาซคาถูกสร้างขึ้นโดยชาวนาซคาซึ่งอาศัยในบริเวณดังกล่าว สร้างขึ้นในราว ปีค.ศ. 200 ถึง 700 เพียงแต่ชาวนาซคาไม่ได้ทิ้งหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เลยว่าพวกเขาสร้างลวดลายเหล่านี้ไว้เพื่ออะไร […]

  • พบรอยสักรูปสัตว์เก่าแก่ที่สุดในโลกบนร่างมัมมี่อียิปต์อายุ 5,000 ปี

    พบรอยสักรูปสัตว์เก่าแก่ที่สุดในโลกบนร่างมัมมี่อียิปต์อายุ 5,000 ปี

    ทีมงานที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ (British Museum) ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ได้ใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยรังสีอินฟราเรดค้นพบรอยสักจากมัมมีอียิปต์เก่าแก่อายุ 5,000 ปีจำนวน 2 ร่าง ร่างมัมมี่ผู้ชายพบรอยสักรูปวัวป่าและแกะ อีกร่างเป็นมัมมี่ผู้หญิงพบรอยสักรูปตัว S เป็นการค้นพบรอยสักที่มีลวดลายเป็นรูปร่างเก่าแก่ที่สุดในโลก หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีการพบรอยสักจากมัมมี่ที่เก่าแก่กว่านี้แต่ลักษณะรอยสักเป็นเพียงเส้นตรงหลายๆเส้น มัมมี่ 2 ร่างที่ค้นพบรอยสักนั้นมีอายุย้อนหลังกลับไปยุคก่อนราชวงศ์อียิปต์ราว 3351 – 3017 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือกว่า 5,000 ปีมาแล้ว มัมมี่ดังกล่าวเรียกกันว่า Gebelein mummies ขุดพบที่เมือง Gebelein ในอียิปต์ระหว่างทศวรรษ 1890 และพิพิธภัณฑ์อังกฤษได้เก็บรักษาไว้หลายร่างตั้งแต่ทศวรรษ 1990 มัมมี่เหล่านี้มีสภาพดีมากและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษมานานมากกว่า 100 ปีแล้ว บนร่างมัมมี่ผู้ชายที่มีชื่อเรียกว่า Gebelein Man A เป็นวัยรุ่นอายุ 18 – 21 ปี ซึ่งตายเพราะถูกแทงข้างหลัง แต่เดิมเห็นเป็นเพียงรอยดำๆปรากฏที่ท่อนแขนด้านบน แต่เมื่อใช้การถ่ายภาพด้วยรังสีอินฟราเรดจึงพบว่ารอยดำที่เห็นนั้นแท้จริงแล้วมันคือรอยสักรูปสัตว์มีเขา 2 ตัวคือวัวป่าและแกะบาร์บารี ส่วนบนร่างมัมมี่ผู้หญิงพบรอยสัก 4 รอยมีรูปร่างคล้ายตัว S […]

  • พบมหานครแห่งอาณาจักรมายาที่หายสาบสูญซ่อนอยู่ในป่าทึบของกัวเตมาลา

    พบมหานครแห่งอาณาจักรมายาที่หายสาบสูญซ่อนอยู่ในป่าทึบของกัวเตมาลา

    ภายใต้ผืนป่าหนาทึบกินอาณาบริเวณ 2,100 ตารา​งกิโลเมตรของประเทศกัวเตมาลาที่ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดนอกจากต้นไม้ที่ปกคลุมอย่างหนาแน่นทั่วทั้งบริเวณ มีมหานครแห่งอาณาจักรมายาที่หายสาบสูญซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ นักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยี LiDAR ทำแผนที่บริเวณนี้ขึ้นใหม่เอาผืนป่าที่ปกคลุมอยู่ออกไป เผยให้เห็นสิ่งก่อสร้างของชาวมายันที่ไม่เคยพบเจอจำนวนมากซ่อนอยู่ใต้ผืนป่า มีทั้งบ้าน อาคาร ถนน กำแพง ป้อมปราการ วิหาร และพีระมิดขนาดใหญ่ คาดว่ามหานครโบราณแห่งนี้มีประชากรไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน อาณาจักรมายาเริ่มต้นขึ้นราว 4,000 ปีก่อน มีอาณาเขตอยู่ในอเมริกากลาง บริเวณประเทศเม็กซิโก เบลีซ และกัวเตมาลา เจริญรุ่งเรืองสุดขีดในช่วงปี ค.ศ. 250 – 909 ก่อนจะเสื่อมถอยและล่มสลายไปหลังจากกองทัพสเปนเข้าไปยึดครองในศตวรรษที่ 16 ชาวมายันมีความรู้ด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ที่น่าทึ่ง หลักฐานบางอย่างที่เหลืออยู่บ่งชี้ว่าพวกเขาเจริญก้าวหน้ายิ่งกว่าชาวกรีกและชาวจีนโบราณ ทีมวิจัยใช้เทคโนโลยี LiDAR (Light Detection And Ranging) ในการสำรวจใต้ผืนป่าขนาดมหึมา อุปกรณ์ยิงแสงเลเซอร์ถูกติดตั้งบนเครื่องบินที่บินอยู่เหนือผืนป่า สาดลำแสงเลเซอร์ที่สามารถลอดผ่านกิ่งใบของต้นไม้ลงถึงพื้นดิน เซ็นเซอร์ที่อุปกรณ์ทำการวัดแสงที่สะท้อนกลับขึ้นมา ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาคำนวณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วจึงแปลงให้เป็นแผนที่ภูมิประเทศที่ไม่มีต้นไม้ปกคลุม ภายใต้ผืนป่า Peten พื้นที่ 2,100 ตารางกิโลเมตรในกัวเตมาลา บริเวณชายแดนเม็กซิโกและเบลีซ นักวิจัยพบสิ่งก่อสร้างของชาวมายันกว่า […]

  • หนังสือลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript ถูกถอดรหัสได้แล้วโดย AI?

    หนังสือลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript ถูกถอดรหัสได้แล้วโดย AI?

    หนังสือ Voynich Manuscript ถูกเรียกว่าเป็นหนังสือที่ลึกลับที่สุดในโลก เพราะเกือบ 600 ปีที่หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นมายังไม่มีใครสามารถแปลความหมายของสิ่งที่เขียนไว้ในหนังสือได้เลยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นนักประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณ หรือแม้กระทั่งนักถอดรหัสผู้เคยถอดรหัสลับนาซียังต้องยอมแพ้ แต่ตอนนี้สองนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากแคนาดาบอกว่าพวกเขาทำได้แล้ว โดยใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่พวกเขาพัฒนาขึ้นเองอ่านหนังสือลึกลับเล่มนี้ ทำให้รู้แล้วว่ามันถูกเขียนด้วยภาษาใด หนังสือเล่มนี้มีขนาด 6 x 9 นิ้ว เดิมมี 272 หน้าปัจจุบันหลงเหลือเพียง 240 หน้า ถูกเขียนด้วยปากกาขนนก แต่ละหน้าประกอบด้วยข้อความและภาพประกอบที่มีการระบายสีหยาบๆ หนังสือได้รับการตั้งชื่อตาม Wilfrid Voynich พ่อค้าหนังสือชาวโปแลนด์ที่ได้รับหนังสือมาเมื่อปี 1912 ตัวหนังสือได้ถูกตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีพบว่ามีอายุราว 600 ปี หรือย้อนหลังถึงราวต้นศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ตัวเนื้อหาในหนังสือหากดูจากภาพประกอบจะมี 5 หัวข้อได้แก่ พฤกษศาสตร์ ดาราศาสตร์ ชีววิทยา เภสัชศาสตร์ และสูตรยา แต่ตัวอักษรที่บันทึกไว้เป็นตัวอักษรที่ไม่เคยพบเห็นในที่ใดในโลกมาก่อน ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมามีสมมุติฐานถูกเสนอขึ้นมามากมายเกี่ยวกับตัวอักษรในหนังสือและการถอดรหัส พร้อมกับการโต้เถียงทางวิชาการเรื่อยมาแต่ไม่มีข้อสรุปใดๆ มันจึงเป็นหนังสือลึกลับที่สุดในโลกตลอดมา Greg Kondrak และ Bradley […]

  • DNA เผยมหันตภัยที่คร่าชีวิตชาวเม็กซิกัน 15 ล้านคนในศตวรรษที่ 16

    DNA เผยมหันตภัยที่คร่าชีวิตชาวเม็กซิกัน 15 ล้านคนในศตวรรษที่ 16

    เมื่อกองกำลังสเปนไปถึงเม็กซิโกครั้งแรกเมื่อปี 1519 ก่อนที่อาณาจักรแอซเท็กจะล่มสลาย ชนพื้นเมืองมีจำนวนราว 25 ล้านคน ศตวรรษต่อมากลับพบว่าเหลืออยู่ราว 1 ล้านคนเท่านั้น หลังจากการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่หลายครั้ง ตอนนี้นักวิจัยสามารถระบุตัวการสำคัญที่คร่าชีวิต 80% ของคนพื้นเมืองเม็กซิกันหรือราว 15 ล้านคนได้แล้วโดยอาศัย DNA จากฟันคนตาย มันเริ่มจากปี 2004 ที่นักวิจัยพบและขุดศพกว่า 800 ศพจากสุสานบริเวณแหล่งโบราณคดีที่เรียกว่า Teposcolula-Yucundaa นักวิจัยพบว่า DNA จากฟันของผู้เคราะห์ร้ายในเหตุการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ในช่วงปี 1545 – 1550 เผยให้รู้ว่ามีเชื้อแบคทีเรีย Salmonella enterica ซึ่งทำให้เกิดโรคไข้เอนเทริก (Enteric fever) หรือไข้ไทฟอยด์ ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในทวีปอเมริกา ขณะเกิดโรคระบาดมันถูกเรียกในภาษานาวาตล์ (Nahuatl) ว่า “cocoliztli” ที่หมายถึงโรคระบาด มันได้คร่าชีวิตผู้คนในเม็กซิโกและกัวเตมาลาไปเกือบหมด ทำให้ประชากรลดลงอย่างฮวบฮาบ “เป็นโรคที่ติดต่อง่าย แพร่เชื้อเร็ว คนที่เป็นโรคมีฉี่สีเขียวและดำ ลิ้นแห้งและเป็นสีดำ กระหายน้ำอย่างแรง ส่วนใหญ่ตาย” นี่คือคำอธิบายอาการจากนักบวชฟรานซิสชื่อ Fray Juan de Torquemada […]

  • เผยความลับภาพเขียนโบราณอายุ 1,800 ปีด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ภาพอันน่าทึ่ง

    เผยความลับภาพเขียนโบราณอายุ 1,800 ปีด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ภาพอันน่าทึ่ง

    จิตรกรชาวอียิปต์โบราณเขียนภาพผู้หญิงตาโตในเสื้อคลุมสีแดงไว้นานกว่า 1,800 ปี ภาพเขียนถูกพบบนซากมัมมี่ของเธอ นักวิจัยใช้เทคโนโลยีการสร้างภาพที่ทันสมัยที่สุดวิเคราะห์เบื้องหลังเทคนิคการเขียนภาพของคนในยุคศตวรรษที่ 2 เผยให้เห็นวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างภาพเขียนได้อย่างละเอียดน่าทึ่งมาก ภาพเขียนที่นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส นำมาวิเคราะห์นี้เป็นภาพเขียนที่เรียกกันว่า Fayum mummy portrait ซึ่งเป็นภาพเขียนบนแผ่นไม้ที่ติดอยู่กับมัมมี่ที่เข้าใจว่าเป็นเจ้าของใบหน้าในภาพ ภาพ mummy portrait ถูกพบเป็นจำนวนมากทั่วอียิปต์ ภาพชิ้นที่นำมาวิเคราะห์เป็นภาพที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ National Gallery of Art ที่กรุงวอชิงตัน มีขนาด 35 x 12 ซม. ผู้หญิงในภาพเชื่อกันว่าเป็นสมาชิกในตระกูลสูงศักดิ์โดยดูจากทรงผม เครื่องประดับ และเสื้อคลุมสีแดงของเธอ นักวิจัยใช้เทคนิคการสร้างภาพอันทันสมัย 3 อย่างในการวิเคราะห์ได้แก่ Hyperspectral diffuse reflectance (ศึกษาการสะท้อนของแสงและคลื่นอื่นๆจากพื้นผิว), Luminescence (การเปล่งแสง) และ X-ray fluorescence (วิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมีโดยใช้การสะท้อนของรังสีเอ็กซ์) โดยการรวมข้อมูลจากทั้ง 3 เทคนิคทำให้นักวิจัยทราบรายละเอียดทางเคมีของภาพในแต่ละพิกเซลได้เลย “เราสร้างภาพที่ให้รายละเอียดของข้อมูลที่บอกกับเราอย่างแน่ชัดว่าใช้วัสดุอะไรและมันถูกทำขึ้นมาอย่างไร โดยไม่แตะต้องตัวภาพเขียนเลย” Ioanna Kakoulli หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “เรายังสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีการผลิตของพวกเขาเข้ากับอุตสาหกรรมและความเชี่ยวชาญอื่นในยุคนั้น เช่น […]

  • ขุดพบไหใส่ไวน์เก่าแก่ที่สุดในโลกจากยุคหินอายุ 8,000 ปีในประเทศจอร์เจีย

    ขุดพบไหใส่ไวน์เก่าแก่ที่สุดในโลกจากยุคหินอายุ 8,000 ปีในประเทศจอร์เจีย

    นักโบราณคดีขุดพบเศษของไหดินที่มีอายุ 8,000 ปีจากหมู่บ้านโบราณ 2 แห่งในประเทศจอร์เจีย สารตกค้างติดเศษไหมีส่วนประกอบทางเคมีที่เป็นสัญลักษณ์ของไวน์ จึงเป็นหลักฐานการผลิตไวน์ที่เก่าแก่ที่สุด จากที่ก่อนหน้านี้หลักฐานการผลิตไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดมาจากภาชนะดินที่พบทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่านมีอายุราว 7,000 ปี จอร์เจียตั้งอยู่ตรงรอยต่อของทวีปเอเชียและยุโรป อยู่ระหว่างทะเลแคสเปียนกับทะเลดำ เป็นประเทศที่ผลิตไวน์มาเก่าแก่ช้านานที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไวน์จากจอร์เจียมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการในหลายประเทศ “เราเชื่อว่านี่เป็นตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดของการปลูกองุ่นของชาวยูเรเชียสำหรับการผลิตไวน์เพียงอย่างเดียว” Stephen Batiuk นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยโทรอนโต ประเทศแคนาดา กล่าว “ไวน์มีความสำคัญต่ออารยธรรมอย่างที่เราทราบกันดี มันเป็นยา เป็นเครื่องประโลมใจทางสังคม และเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง มันกลายเป็นจุดศูนย์รวมของความเชื่อทางศาสนา, ตำรับยา, อาหาร, เศรษฐกิจ และสังคมในกลุ่มประเทศตะวันออกใกล้ยุคโบราณ” ไหไวน์ถูกพบที่หมู่บ้านยุคหินใหม่ 2 แห่งเรียกว่า Gadachrili Gora และ Shulaveris Gora ห่างจากทบิลีซี (Tbilisi) เมืองหลวงของจอร์เจียราว 50 กม. หลักฐานทางเคมีของไวน์พบอยู่ในไห 8 ลูก ลูกที่เก่าที่สุดมีมาตั้งแต่ 5,980 ปีก่อนคริสต์ศักราชหรือราว 8,000 ปีมาแล้ว ไหบางลูกมีการทำเป็นรูปพวงองุ่นและผู้ชายกำลังเต้นรำไว้ข้างไหด้วย Batiuk และทีมงานขุดหาเศษชิ้นส่วนของไหดินที่ดูเหมือนว่าจะมีสารอะไรติดค้างอยู่และส่งไปที่ห้องแล็บของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียเพื่อวิเคราะห์ทางเคมี ห้องแล็บใช้เทคนิคหลายอย่างในการตรวจหาส่วนประกอบของไวน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจหากรดทาร์ทาริก […]

  • ขุดพบอัญมณีแกะสลักชิ้นเยี่ยมจากหลุมฝังศพยุคกรีกโบราณอายุ 3,500 ปี

    ขุดพบอัญมณีแกะสลักชิ้นเยี่ยมจากหลุมฝังศพยุคกรีกโบราณอายุ 3,500 ปี

    หินธรรมดาก้อนเล็กๆยาวแค่ 3.6 เซ็นติเมตรเคลือบหุ้มด้วยหินปูนที่ขุดพบในหลุมฝังศพยุคกรีกโบราณอายุ 3,500 ปีที่เมือง Pylos ประเทศกรีซ หลังจากผ่าน 1 ปีของการทำความสะอาดขัดถูส่วนที่หุ้มอยู่ด้านนอกออกไป จึงพบว่ามันคืออัญมณีแกะสลักชิ้นเยี่ยม เป็นหินตราประทับที่ใช้สำหรับสแตมป์รูปลงบนดินเหนียวหรือขี้ผึ้ง เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะกรีกยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยพบมา นักวิจัยของมหาวิทยาลัยซินซินแนติ (UC) ประเทศอเมริกา ได้ขุดพบหลุมฝังศพยุคกรีกโบราณทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศกรีซเมื่อปี 2015 ภายในหลุมฝังศพมีการค้นพบโครงกระดูกสภาพสมบูรณ์ของชาวไมเซเนียนที่เรียกชื่อกันว่า Griffin Warrior ตามสิ่งของที่ฝังพร้อมกับเขาคือแผ่นงาช้างแกะสลักเป็นรูปตัวกริฟฟินซึ่งเป็นสัตว์ในเทพนิยาย ในหลุมฝังศพมีทรัพย์สมบัติมากมายอย่างน้อย 3,000 ชิ้น รวมทั้งแหวนทอง ถ้วยเงิน ดาบพร้อมงานฝีมือทำด้วยทองที่ด้าม ลูกปัดแกะสลักจากรัตนชาติกว่า 1,000 ชิ้น ชุดเกราะทองสัมฤทธ์ หวีงาช้าง สร้อยคอทองคำ และหินตราประทับอีกกว่า 50 ชิ้น สิ่งของเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมระดับสูงและร่ำรวย หลายชิ้นมาจากอารยธรรมไมนวน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างชาวไมนวนและชาวไมเซเนียนมีความเข้มแข็งและกว้างขวางกว่าที่เคยคิดกัน มันยังช่วยเผยร่องรอยเกี่ยวกับศาสนา ค่านิยม และพิธีกรรมในการฝังศพ ยกตัวอย่างเช่นไม่พบสิ่งของที่ทำจากดินภายในหลุมฝังศพเลย นั่นหมายถึงว่ามีแต่โลหะและวัสดุมีค่าอย่างอื่น เช่น งาช้าง เท่านั้นที่เหมาะสมสำหรับทำเครื่องใช้ร่วมฝังชั้นสูง แต่นักโบราณคดีบอกว่าอัญมณีชิ้นเล็กที่แกะสลักเป็นรูปนักรบกำลังต่อสู้กันที่เรียกว่า Pylos Combat Agate ชิ้นนี้เป็นสิ่งที่หายากและเป็นผลงานยอดเยี่ยมเหนือกว่าอย่างอื่น “สิ่งน่าหลงใหลอย่างมากคือการแสดงร่างกายของมนุษย์ด้วยระดับของรายละเอียดและกล้ามเนื้อที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน จนกระทั่งถึงยุคศิลปะกรีกคลาสสิกในอีก […]

  • ลอนดอนมหานครยิ่งใหญ่ ดูวิวัฒนาการ 2,000 ปีผ่านทางภาพเก่าที่น่าทึ่ง

    ลอนดอนมหานครยิ่งใหญ่ ดูวิวัฒนาการ 2,000 ปีผ่านทางภาพเก่าที่น่าทึ่ง

    ลอนดอนก็เหมือนกับเมืองอื่นที่มีช่วงอายุขัยของมันเองแบบเดียวกับสิ่งมีชีวิต เริ่มต้นจากการตั้งถิ่นฐานเล็กๆของชาวโรมันข้างแม่น้ำเทมส์ ช่วงแรกเริ่มมีเพียงไม่กี่ครอบครัวแต่ปัจจุบันมีผู้พักอาศัยอยู่มากกว่า 8.6 ล้านคน มาติดตามวิวัฒนาการและความเป็นไปของหนึ่งในมหานครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ผ่านทางแผนที่ ภาพเขียน และภาพถ่ายเก่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การขุดค้นทางโบราณคดี 2 ครั้งเมื่อปี 1999 และ 2010 ชี้ให้เห็นว่ามีการตั้งถิ่นฐานใกล้แม่น้ำเทมส์มาตั้งแต่ 4,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช พื้นที่ถูกใช้เป็นบริเวณกว้างสำหรับทำการเกษตรในยุคหินใหม่ (Neolithic) และยุคสัมฤทธิ์ (Bronze Age) ชาวโรมันก่อตั้ง “Londinium” ซึ่งปัจจุบันเรียก London เมื่อ 43 ปีก่อนคริสต์ศักราช ภาพเขียน Londinium เมื่อ 200 ปีก่อนคริสต์ศักราชเห็นสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์แห่งแรก จากศตวรรษที่ 7 ถึง 11 ชาวแองโกล-แซกซัน (Anglo-Saxons) ย้ายมาอยู่ที่ Londinium การตั้งถิ่นฐานของพวกเขาได้มีการวางผังเป็นรูปแบบตารางและใหญ่ขึ้น มีประชากรระหว่าง 10,000 ถึง 12,000 คน วิหารเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Abbey) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 10 […]