Category: อวกาศ

  • 10 สิ่งมหัศจรรย์ในระบบสุริยะของเราที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

    10 สิ่งมหัศจรรย์ในระบบสุริยะของเราที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

    จักรวาลไม่เคยขาดความสวยงามและความประหลาดใจ ระบบสุริยะของเราก็เช่นกัน ภายในพื้นที่อันกว้างใหญ่ของระบบสุริยะมีสิ่งมหัศจรรย์มากมาย หลายอย่างคุณอาจไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่พร้อมกับวันเวลาที่ผันผ่านและการสำรวจอันเข้มข้นของทีมนักวิทยาศาสตร์ การค้นพบใหม่ๆได้เกิดขึ้นตลอดเวลา สิ่งสวยงาม น่าทึ่ง และน่าประหลาดใจในระบบสุริยะจึงถูกค้นพบเป็นจำนวนมาก และต่อไปนี้คือ 10 สิ่งมหัศจรรย์ในระบบสุริยะของเราที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน   1. Utopia Planitia หลุมอุกกาบาตที่ใหญ่ที่สุด Utopia Planitia เป็นหลุมอุกกาบาตที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ เป็นแอ่งที่ทอดยาวกว่า 3,300 กม.อยู่ที่บริเวณที่ราบทางเหนือของดาวอังคาร เชื่อกันว่าเกิดขึ้นในช่วงต้นของประวัติศาสตร์ดาวอังคาร จึงมีความเป็นไปได้ที่ครั้งหนึ่ง Utopia Planitia อาจเป็นที่อยู่ของมหาสมุทรในอดีต ปี 2016 ยานสำรวจดาวอังคารของ NASA ได้เพิ่มน้ำหนักให้กับทฤษฎีนี้หลังจากตรวจพบตะกอนน้ำแข็งจำนวนมากใต้หลุมอุกกาบาต มีปริมาณน้ำมากเท่ากับปริมาณของทะเลสาบสุพีเรีย (ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก) และอยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิว 1 ถึง 10 เมตร   2. Olympus Mons ภูเขาที่สูงที่สุด Olympus Mons เป็นภูเขาไฟขนาดมหึมาบนดาวอังคารมีความสูงมากกว่า 21.9 กม. หรือประมาณสองเท่าครึ่งของยอดเขาเอเวอเรสต์ เป็นภูเขาและภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดและสูงที่สุดในระบบสุริยะ Olympus Mons เป็นภูเขาไฟที่มีอายุน้อยที่สุดบนดาวอังคาร […]

  • ทำไมดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะโคจรในระนาบเดียวกันและไปในทิศทางเดียวกัน

    ทำไมดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะโคจรในระนาบเดียวกันและไปในทิศทางเดียวกัน

    หากคุณเคยดูแบบจำลองของระบบสุริยะ คุณจะสังเกตเห็นว่าดาวเคราะห์ทุกดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะแทบจะอยู่ในระนาบเดียวกันและไปในทิศทางเดียวกัน แต่ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? แน่นอนว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญ และหากต้องการรู้คำตอบเราจะต้องเดินทางไปยังจุดเริ่มต้นของระบบสุริยะเมื่อประมาณ 4.5 พันล้านปีก่อน ย้อนกลับไปตอนนั้นระบบสุริยะเป็นเพียงกลุ่มเมฆฝุ่นและก๊าซขนาดใหญ่ที่หมุนรอบตัว กลุ่มเมฆขนาดใหญ่นั้นวัดได้ 12,000 หน่วยทางดาราศาสตร์ (AU) 1 AU คือระยะห่างเฉลี่ยระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ หรือประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร ถึงแม้จะประกอบไปด้วยเพียงแค่ฝุ่นและโมเลกุลของก๊าซแต่เมฆก้อนนั้นใหญ่โตมโหฬารมากๆ และแล้วตัวเมฆก็เริ่มยุบตัวและหดตัวลงภายใต้มวลแรงโน้มถ่วงจากมวลของมันเอง พอกลุ่มเมฆฝุ่นและก๊าซที่หมุนรอบตัวเองเริ่มยุบตัวมันก็เริ่มแบนราบลง คล้ายๆกับที่แผ่นแป้งพิซซ่าถูกขว้างให้หมุนติ้วอยู่ในอากาศ ในขณะกำลังหมุนนั้นแผ่นแป้งจะขยายตัวออกแต่จะบางและแบนลง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบสุริยะยุคแรกๆ ขณะเดียวกันในใจกลางของเมฆที่แบนราบลงตลอดเวลานี้ โมเลกุลของก๊าซทั้งหมดถูกบีบรวมเข้าด้วยกันและร้อนขึ้น ภายใต้ความร้อนและความดันมหาศาลอะตอมของไฮโดรเจนและฮีเลียมหลอมรวมและกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์กลายเป็นดวงอาทิตย์ดวงน้อย จากนั้นมันรวบรวมก๊าซและฝุ่นจากบริเวณโดยรอบและทำให้เกิดคลื่นความร้อนและรังสีที่รุนแรง ดวงอาทิตย์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 50 ล้านปีต่อมาและเกิดอวกาศโดยรอบตัวมัน ขณะที่ดวงอาทิตย์เติบโตขึ้นเมฆยังคงยุบตัวจนกระทั่งกลายเป็นแผ่นจานกลมอยู่โดยรอบดวงอาทิตย์ แผ่นจานเมฆจะขยายตัวออกไปเรื่อยๆในขณะที่แบนและบางลงทุกขณะ ในที่สุดเมฆก็กลายเป็นโครงสร้างแบนๆที่เรียกว่าจานดาวเคราะห์ก่อนเกิด (Protoplanetary disk) ซึ่งโคจรรอบดาวฤกษ์อายุน้อย จานดาวเคราะห์ก่อนเกิดขยายออกไปหลายร้อย AU และมีความหนาเพียงหนึ่งในสิบของระยะทางนั้น หลายสิบล้านปีหลังจากนั้นอนุภาคฝุ่นในจานดาวเคราะห์ก่อนเกิดจะหมุนวนไปมา กระทบกันเป็นบางครั้ง บางทีก็มาเกาะติดกัน ในที่สุดสสารส่วนใหญ่ก็เกาะติดกันจนเกิดเป็นวัตถุขนาดใหญ่ วัตถุบางชิ้นมีขนาดใหญ่มากมีแรงโน้มถ่วงที่ทำให้พวกมันกลายเป็นดาวเคราะห์ทรงกลม ดาวเคราะห์แคระ ดวงจันทร์ และวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ เช่น ดาวเคราะห์น้อยและดาวหาง แม้สสารมีการเปลี่ยนรูปร่างไปแต่โมเมนตัมเชิงมุมยังคงรักษาไว้เสมอ ดังนั้นดาวเคราะห์ทุกดวง ดาวเคราะห์แคระ และดาวเคราะห์น้อย จึงโคจรอยู่ในระนาบเดียวกับจานดาวเคราะห์ก่อนเกิดและโคจรไปในทิศทางเดียวกัน […]

  • ชมวิดีโอปล่อยลูกบอลแสดงแรงโน้มถ่วงของดวงดาวต่างๆในระบบสุริยะ

    ชมวิดีโอปล่อยลูกบอลแสดงแรงโน้มถ่วงของดวงดาวต่างๆในระบบสุริยะ

    เมื่อหลายร้อยปีก่อนกาลิเลโอเคยทำการทดลองครั้งประวัติศาสตร์ที่หอเอนปิซาแสดงให้เห็นว่าถ้าปล่อยวัตถุที่หนักไม่เท่ากันสองชิ้นจากจุดเดียวกันพร้อมกันวัตถุสองชิ้นนั้นจะตกถึงพื้นพร้อมกันเสมอ ผู้คนในสมัยนั้นแม้เห็นกับตาส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเชื่อคิดว่ากาลิเลโอเล่นมายากลหลอกลวง แต่ในปัจจุบันเราทราบกันดีแล้วว่านั่นเป็นเพราะแรงโน้มถ่วงของโลกที่กระทำต่อวัตถุมีขนาดเท่ากันไม่ว่าวัตถุจะมีน้ำหนักเท่าไร แต่หากถามว่าถ้าปล่อยวัตถุจากความสูงเท่ากันบนดวงดาวต่างๆในระบบสุริยะวัตถุจะตกถึงพื้นเร็วช้าต่างกันอย่างไรอันนี้หลายคนคงต้องคิดกันหนักเป็นแน่ Dr. James O’Donoghue นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ที่องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่นได้จัดทำวีดีโออนิเมชั่นแสดงความเร็วในการตกลงของลูกบอลที่ถูกปล่อยจากระดับความสูง 1 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวของดวงดาวสำคัญในระบบสุริยะได้แก่ ดวงอาทิตย์, ดาวพุธ, ดาวศุกร์, โลก, ดวงจันทร์, ดาวอังคาร, ดาวซีรีส, ดาวพฤหัสบดี, ดาวเสาร์, ดาวยูเรนัส, ดาวเนปจูน และดาวพลูโต เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของการตกอย่างเป็นอิสระภายใต้แรงโน้มถ่วงของดาวเหล่านั้นโดยสมมติว่าไม่มีแรงเสียดทานจากอากาศดังในวิดีโอข้างล่าง คุณจะรู้สึกได้ถึงขนาดของแรงโน้มถ่วงที่แตกต่างกันของดาวแต่ละดวงจากความเร็วที่ตกลงมาของลูกบอล แต่คุณก็อาจประหลาดใจไม่น้อยที่พบว่าดาวที่มีขนาดใหญ่กว่าบางดวงดึงดูดลูกบอลลงมาได้ช้ากว่าดาวที่มีขนาดเล็กกว่า เช่น ลูกบอลตกถึงพื้นดาวยูเรนัสช้ากว่าพื้นโลกทั้งๆที่ดาวยูเรนัสมีเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่าโลก 4 เท่าและมีมวลมากกว่าโลก 14 เท่า ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงที่พื้นผิวของดาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหรือมวลของดาวเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของมวลหารด้วยรัศมีของดาวยกกำลังสองตามกฎแรงโน้มถ่วงของไอแซก นิวตัน ในทำนองเดียวกันถ้าเราต้องการปล่อยจรวดออกไปจากดวงดาวเหล่านี้เราจะต้องให้จรวดมีความเร็วที่มากพอเพื่อให้สามารถหลุดพ้นจากอิทธิพลแรงโน้มถ่วงของดาวแต่ละดวงที่เรียกว่าความเร็วหลุดพ้น (Escape Velocity) ซึ่งมีค่าแตกต่างกันไป James O’Donoghue ได้ทำอนิเมชั่นแสดงการปล่อยจรวดด้วยความเร็วหลุดพ้นจากพื้นผิวขึ้นไปถึงระดับความสูง 50 กิโลเมตรของดวงดาวเหล่านี้เอาไว้แล้วเช่นกันดังในวิดีโอข้างล่าง (หากดูไม่ทันแนะนำให้ปรับความเร็วในการเล่นเป็น 0.5 จะกำลังดี)   ข้อมูลและภาพจาก universetoday, sciencealert

  • ผลทดลองยืนยันว่า “ฝนฮีเลียม” เกิดขึ้นได้จริงบนดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์

    ผลทดลองยืนยันว่า “ฝนฮีเลียม” เกิดขึ้นได้จริงบนดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์

    เมื่อเกือบ 40 ปีก่อนนักวิทยาศาสตร์ได้ทำนายการมีอยู่ของ “ฝนฮีเลียม” ภายในดาวเคราะห์ที่ประกอบด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นหลักอย่างดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ แต่การทดลองเพื่อยืนยันความเป็นไปได้ของแนวคิดดังกล่าวไม่อาจทำได้เนื่องจากยังไม่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมแบบเดียวกับของดาวเคราะห์ยักษ์พวกนั้นได้ แต่ตอนนี้นักวิจัยสามารถทำการทดลองและยืนยันได้แล้วว่าฝนฮีเลียมสามารถเกิดขึ้นได้จริงบนดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ การทดลองของทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยแห่งโรเชสเตอร์ (University of Rochester) ในรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าที่บริเวณซึ่งมีความดันมหาศาลและอุณหภูมิสูงมากของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ไฮโดรเจนและฮีเลียมซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของชั้นบรรยากาศจะไม่ผสมกัน นั่นแสดงว่าลึกลงไปในชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ไฮโดรเจนและฮีเลียมจะแยกออกจากกัน โดยฮีเลียมจะก่อตัวเป็นหยดที่มีความหนาแน่นมากกว่าไฮโดรเจนซึ่งทำให้มันกลายเป็นฝน ทีมวิจัยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Diamond Anvil Cell ทำการบีบอัดตัวอย่างส่วนผสมของไฮโดรเจนและฮีเลียมจนมีความดันถึง 4 GPa หรือราว 40,000 เท่าของความดันบรรยากาศโลก จากนั้นจึงใช้เครื่องยิงเลเซอร์ปล่อยคลื่นกระแทกรุนแรงเพื่อบีบอัดตัวอย่างต่อไปจนถึงความดันที่ 60 GPa หรือกว่า 2 ล้านเท่าของความดันบรรยากาศโลกและทำให้ตัวอย่างร้อนถึงอุณหภูมิหลายพันองศาเซลเซียสให้คล้ายกับบรรยากาศชั้นในของดาวเคราะห์ยักษ์ ระหว่างกระบวนการบีบอัดตัวอย่างทีมวิจัยใช้เครื่องมือพิเศษวัดความเร็วของแรงกระแทก การสะท้อนแสงของตัวอย่างที่ถูกบีบอัดด้วยแรงกระแทก และการปล่อยความร้อนของตัวอย่าง พวกเขาพบว่าการสะท้อนแสงของตัวอย่างไม่เพิ่มขึ้นอย่างราบเรียบตามความดันที่เพิ่มขึ้นแบบเดียวกับตัวอย่างอื่นๆที่เคยทดลองมาก่อน แต่กลับพบความไม่ต่อเนื่องในสัญญาณการสะท้อนแสงที่ตรวจวัดได้ นั่นแสดงว่าค่าการนำไฟฟ้าของตัวอย่างเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันซึ่งเป็นตัวชี้บอกว่าส่วนผสมของฮีเลียมและไฮโดรเจนกำลังแยกตัวออกจากกัน เมื่อฮีเลียมแยกตัวออกจากไฮโดรเจนมันจะก่อตัวเป็นหยดเหมือนหยดน้ำมันที่ก่อตัวในส่วนผสมของน้ำมันกับน้ำ และฮีเลียมมีศักยภาพที่จะตกตะกอนรวมตัวกันกลายเป็นฝนฮีเลียม “เราค้นพบว่าฝนฮีเลียมเป็นเรื่องจริงและสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์” Marius Millot หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “นี่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ถอดรหัสได้ว่าดาวเคราะห์เหล่านี้ก่อตัวและวิวัฒนาการได้อย่างไร ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่าระบบสุริยะก่อตัวขึ้นอย่างไร” ทีมวิจัยคำนวณว่าไฮโดรเจนและฮีเลียมจะแยกออกจากกันที่ระดับต่ำกว่ายอดบนสุดของก้อนเมฆของดาวพฤหัสบดีประมาณ 11,000 กิโลเมตรและลึกลงไปถึงที่ระดับประมาณ 22,000 กิโลเมตร “ดาวพฤหัสบดีมีความน่าสนใจเป็นพิเศษเพราะมันถูกคิดว่าได้ช่วยปกป้องพื้นที่ดาวเคราะห์ชั้นในที่โลกก่อตัวขึ้น” Raymond Jeanloz […]

  • นักวิจัยไขปริศนาอุปกรณ์ดาราศาสตร์สมัยโบราณ “กลไกแอนติคิเธียรา” สำเร็จ

    นักวิจัยไขปริศนาอุปกรณ์ดาราศาสตร์สมัยโบราณ “กลไกแอนติคิเธียรา” สำเร็จ

    “กลไกแอนติคิเธียรา” เป็นอุปกรณ์ของชาวกรีกโบราณมีอายุมากกว่า 2,000 ปี หลังจากที่มันถูกพบโดยบังเอิญเมื่อร้อยกว่าปีก่อนนักวิจัยก็พยายามค้นหาว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร จนพบว่าอุปกรณ์สมัยโบราณนี้สามารถแสดงการโคจรของดาวเคราะห์ได้โดยใช้กลไกฟันเฟืองที่ซับซ้อน แต่ปริศนาข้อสงสัยต่างๆของกลไกแอนติคิเธียรายังมีอีกมาก เช่น ใครเป็นผู้สร้างและเขาใช้หลักการใดในการคำนวณการโคจรของดาวเคราะห์ ล่าสุดนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนเผยว่าพวกเขาสามารถไขปริศนาสำคัญของกลไกแอนติคิเธียราได้แล้ว กลไกแอนติคิเธียรา (Antikythera mechanism) ถูกพบโดยนักดำน้ำหาฟองน้ำชาวกรีกที่ซากเรืออับปางใกล้กับเกาะ Antikythera ของประเทศกรีซเมื่อปี 1900 อุปกรณ์นี้มีขนาดเท่ากล่องใส่รองเท้า ทำจากสำริดติดตั้งไว้บนกรอบไม้มีข้อความจารึกไว้กว่า 2,000 ตัว มีลักษณะและกลไกการทำงานคล้ายนาฬิกาประกอบด้วยหน้าปัดมีเข็มชี้ ภายในมีเพลาล้อและฟันเฟืองกว่า 30 ตัว มีแขนมือหมุนเป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานของระบบ เชื่อกันว่าอุปกรณ์นี้ได้รับการออกแบบและสร้างโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกในช่วงเวลาก่อนเรืออับปางเมื่อราว 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช ตอนแรกยังไม่ค่อยมีคนสนใจอุปกรณ์นี้มากนักเนื่องจากมันเป็นวัตถุโบราณที่มีสนิมจับเขรอะและที่พบเป็นเพียงบางส่วนของอุปกรณ์ไม่ใช่ทั้งหมดจึงยากที่จะวิเคราะห์กลไกการทำงานและประโยชน์ของอุปกรณ์ชิ้นนี้ ต่อมาเมื่อมีการใช้เครื่องการถ่ายภาพรังสีส่วนตัดอาศัยคอมพิวเตอร์ (X-ray computed tomography) และเครื่องสแกนที่ทันสมัยตรวจวิเคราะห์จึงรู้ว่าอุปกรณ์นี้สามารถแสดงการโคจรของดาวเคราะห์ 5 ดวงที่รู้จักในสมัยนั้นได้แก่ดาวพุธ ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวยูเรนัส และดาวเสาร์ รวมทั้งการโคจรของดวงจันทร์ด้วย และยังสามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาได้ล่วงหน้า กลไกแอนติคิเธียราจึงถูกเรียกว่าคอมพิวเตอร์อะนาล็อกเครื่องแรกของโลก ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนต้องการไขปริศนาทั้งหลายของอุปกรณ์นี้ จึงได้ทำการออกแบบกลไกแอนติคิเธียราทั้งหมดขึ้นใหม่โดยรวบรวมแนวคิดจากงานวิจัยที่ผ่านมาทั้งหมด รวมทั้งของ Michael Wright อดีตภัณฑารักษ์ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในลอนดอนซึ่งเคยสร้างแบบจำลองอุปกรณ์นี้มาก่อน ด้วยการใช้คำจารึกที่พบบนอุปกรณ์นี้และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ซึ่งได้รับการคิดค้นขึ้นครั้งแรกโดย Parmenides นักปรัชญาชาวกรีกโบราณ พวกเขาสามารถสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์สำหรับอุปกรณ์นี้ได้สำเร็จ “ผลงานของเราเผยให้เห็นว่ากลไกแอนติไคธีราเป็นแนวคิดที่สวยงามซึ่งถูกแปลงโดยวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมให้กลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ” […]

  • นักดาราศาสตร์ค้นพบระบบดาวเคราะห์ 6 ดวงที่มีวงโคจรสัมพันธ์กันอย่างน่าทึ่ง

    นักดาราศาสตร์ค้นพบระบบดาวเคราะห์ 6 ดวงที่มีวงโคจรสัมพันธ์กันอย่างน่าทึ่ง

    จนถึงปัจจุบันนี้นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบระบบดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์จำนวนหลายร้อยระบบกระจายอยู่ทั่วกาแล็กซี่ แต่ละระบบก็มีลักษณะแตกต่างกันไป แต่ระบบดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ HD 158259 ซึ่งอยู่ห่างจากเราไปราว 88 ล้านปีแสงนั้นมีความพิเศษอย่างยิ่งเพราะพวกมันมีวงโคจรสัมพันธ์กันอย่างน่าทึ่งมาก ดาวฤกษ์ HD 158259 มีมวลใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์แต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย มันมีดาวเคราะห์ที่โคจรรอบอยู่ 6 ดวง ดวงที่อยู่ใกล้ดาวฤกษ์ที่สุดมีมวลราว 2 เท่าของโลกส่วนอีก 5 ดวงที่เหลือมีมวลราว 6 เท่าของโลก ระบบดาวเคราะห์นี้มีขนาดกะทัดรัดมากในแง่ที่ว่าระยะห่างของดาวเคราะห์นอกสุดถึงดาวฤกษ์นั้นน้อยกว่าระยะห่างระหว่างดาวพุธและดวงอาทิตย์ถึง 2.6 เท่า ระบบของ HD 158259 ซึ่งมีดาวเคราะห์บริวารอยู่ 6 ดวงนั้นต้องถือว่าเป็นระบบที่ค่อนข้างพิเศษอยู่แล้วเพราะในบรรดาระบบดาวเคราะห์ที่ค้นพบแล้วหลายร้อยระบบนั้นมีเพียง 12 ระบบที่มีดาวเคราะห์ 6 ดวงขึ้นไป แต่ความพิเศษที่น่าสนใจที่สุดของระบบดวงเคราะห์นี้อยู่ที่ความสัมพันธ์ในวงโคจรรอบดาวฤกษ์ของพวกมัน หลังจากใช้เวลาติดตามอยู่ 7 ปีนักดาราศาสตร์พบว่าดาวเคราะห์ทั้ง 6 ดวงโคจรรอบดาวแม่ของพวกมันด้วยการสั่นพ้องของวงโคจร (Orbital Resonance) ที่เกือบสมบูรณ์แบบ การสั่นพ้องของวงโคจรเกิดขึ้นเมื่อคาบวงโคจรรอบดาวแม่ของดาวเคราะห์สองดวงมีความสัมพันธ์กันเป็นสัดส่วนจำนวนเต็ม ตัวอย่างเช่นดาวเนปจูนกับดาวพลูโตมีการสั่นพ้อง 3:2 หมายความว่าดาวเนปจูนโคจรรอบดวงอาทิตย์ 3 รอบใช้เวลาเท่ากับดาวพลูโตโคจรรอบดวงอาทิตย์ 2 รอบพอดีหรือสามารถพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่าอัตราส่วนคาบวงโคจรของดาวพลูโตต่อดาวเนปจูนเท่ากับ 1.5 การสั่นพ้องในดวงจันทร์บริวารของดาวเคราะห์ก็มีอย่างเช่นในกรณีดวงจันทร์ของดาวพฤหัส ไอโอ, […]

  • นักดาราศาสตร์ชี้เป้าดาวเคราะห์นอกระบบที่อาจเหมาะกับสิ่งมีชีวิตมากกว่าโลก

    นักดาราศาสตร์ชี้เป้าดาวเคราะห์นอกระบบที่อาจเหมาะกับสิ่งมีชีวิตมากกว่าโลก

    คำถามสำคัญประการหนึ่งในวงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่คือคำถามที่ว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่อื่นในจักรวาลหรือไม่ แม้ว่าจะยังไม่มีการค้นพบหลักฐานโดยตรงเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาว แต่ผลลัพธ์จากภารกิจการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะทำให้นักดาราศาสตร์เริ่มพบว่าโลกของเราอาจไม่ใช่ดาวเคราะห์ที่ดีที่สุดสำหรับสิ่งมีชีวิต พวกเขาได้ชี้เป้าออกมาแล้วว่ามีดาวเคราะห์นอกระบบดวงไหนที่อาจเหมาะกับสิ่งมีชีวิตมากกว่าโลก และมีดาวเคราะห์ที่เข้าเกณฑ์มากถึง 24 ดวง ทีมนักวิจัยที่นำโดย Dirk Schulze-Makuch นักธรณีชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพที่จะอยู่อาศัยได้บนดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันเสตท (WSU) และนักดาราศาสตร์อีกสองคนได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีการค้นพบแล้วทั้งหมดราว 4,500 ดวง พวกเขาทำการคัดเลือกออกมา 24 ดวงที่ไม่เพียงเหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้เท่านั้น แต่ทุกดวงมีคุณสมบัติและศักยภาพสำหรับการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนดีกว่าโลกเสียอีก ดาวเคราะห์ที่ถูกชี้เป้าทุกดวงอยู่ห่างจากโลกกว่า 100 ปีแสง อย่างไรก็ตามนี่ไม่ได้เป็นการยืนยันว่ามีสิ่งชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์เหล่านี้ แต่หมายความว่าดาวเคราะห์เหล่านี้มีเงื่อนไขที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต นักวิจัยใช้เกณฑ์หลายอย่างในการคัดเลือก อย่างแรกคือชนิดของดาวฤกษ์ที่ดาวเคราะห์โคจรรอบ ดวงอาทิตย์ของเราจัดอยู่ในประเภท G-type ซึ่งมีอายุขัยน้อยกว่า 10 พันล้านปี แต่เนื่องจากว่าก่อนที่สิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนรูปแบบใดๆจะปรากฏบนโลกต้องใช้เวลาถึงเกือบ 4 พันล้านปี ดังนั้นดาวฤกษ์ประเภท G-type อาจหมดเชื้อเพลิงไปก่อนที่สิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนจะพัฒนาขึ้นได้ ทีมวิจัยจึงมุ่งความสนใจไปที่ดาวฤกษ์ประเภท K-type ซึ่งเย็นกว่า มีมวลน้อยกว่า และส่องสว่างน้อยดวงอาทิตย์ แต่มีอายุขัยมากกว่าเยอะ ดาวฤกษ์ K-type สามารถยืนหยัดอยู่ได้ 20 – 70 พันล้านปี ดังนั้นดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ประเภทนี้จึงมีอายุมากและมีเวลามากพอที่สิ่งชีวิตจะสามารถพัฒนาขึ้นได้ ปัจจัยสำคัญถัดไปคือควรเป็นดาวเคราะห์หิน (แบบโลกของเรา) และโคจรอยู่ในเขตอาศัยได้ (Habitable […]

  • ดูกันชัดๆในวิดีโอว่าดาวเคราะห์ไม่ได้โคจรรอบจุดศูนย์กลางของดวงอาทิตย์

    ดูกันชัดๆในวิดีโอว่าดาวเคราะห์ไม่ได้โคจรรอบจุดศูนย์กลางของดวงอาทิตย์

    เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ ดาวเคราะห์และดาวเคราะห์น้อยทั้งหลายต่างก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ เพียงแต่ว่าจริงๆแล้วพวกมันไม่ได้โคจรรอบจุดศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ ทั้งหมดโคจรรอบจุดศูนย์กลางมวลของระบบสุริยะ แม้แต่ดวงอาทิตย์เองก็โคจรรอบจุดนี้ด้วย จุดศูนย์กลางมวลของระบบที่เราเรียกว่าจุดแบรีเซนเตอร์ (barycenter) เป็นจุดสมดุลที่มวลของทั้งระบบกระจายอย่างเท่าเทียมกันทุกด้าน สำหรับระบบสุริยะจุดนี้ไม่ได้เป็นจุดเดียวกับจุดศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ อาจจะมีบางจังหวะที่จุดศูนย์กลางของดวงอาทิตย์เคลื่อนที่มาซ้อนทับกับจุดแบรีเซนเตอร์แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นไม่มาก มวลของดาวเคราะห์ทั้งหลายที่โคจรอยู่รอบๆดวงอาทิตย์นี่เองที่ทำให้จุดศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ต้องขยับออกห่างจากจุดศูนย์กลางมวลของระบบหรือจุดแบรีเซนเตอร์ โดยเฉพาะมวลของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่มีมวลมากเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ถึงแม้ว่าดวงอาทิตย์มีมวลมากถึง 99.8% ของมวลทั้งระบบสุริยะ แต่ดาวพฤหัสบดีซึ่งมีมวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์ราว 1,000 เท่า (แต่มากกว่าโลก 318 เท่า) ก็ยังส่งผลให้จุดแบรีเซนเตอร์อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางของดวงอาทิตย์กว่าครึ่งล้านกิโลเมตร James O’Donoghue นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ที่องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ได้ทำภาพเคลื่อนไหวแสดงให้เห็นชัดๆว่าดวงอาทิตย์, ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์เคลื่อนที่ชักกะเย่อไปรอบๆจุดแบรีเซนเตอร์กันอย่างไรแล้วดึงเอาดวงอาทิตย์โคจรรอบจุดแบรีเซนเตอร์ไปด้วย ดังในวิดีโอข้างล่าง   ดาวเคราะห์และดวงจันทร์บริวารต่างก็มีจุดแบรีเซนเตอร์ของตัวเอง อย่างเช่นโลกและดวงจันทร์ของเรามีจุดแบรีเซนเตอร์ที่อยู่ภายในรัศมีของโลกตลอดเวลา O’Donoghue ได้ทำภาพเคลื่อนไหวให้ดูด้วย ดังในวิดีโอข้างล่าง   ขณะที่ดาวพลูโตและบริวารของมันคือแครอนก็มีการโคจรในลักษณะเดียวกันเพียงแต่จุดแบรีเซนเตอร์ของพวกมันกลับอยู่นอกรัศมีของดาวพลูโตตลอดเวลา ดังในวิดีโอข้างล่าง   ดังนั้นระบบดาวฤกษ์และระบบดาวเคราะห์ทุกระบบจะมีการโคจรรอบจุดแบรีเซนเตอร์ซึ่งมองไม่เห็นนี้เสมอ บางครั้งจุดแบรีเซนเตอร์ยังช่วยนักดาราศาสตร์ค้นหาดาวเคราะห์ที่ซ่อนอยู่ในวงโคจรรอบดาวฤกษ์อื่นได้ เพราะจากจุดแบรีเซนเตอร์และการคำนวณจะสามารถทำให้รู้ว่าระบบนั้นยังมีมวลอื่นที่มองไม่เห็นอยู่อีกด้วย   ข้อมูลและภาพจาก  businessinsider, nasa

  • SpaceX สร้างประวัติศาสตร์ส่งยานพร้อมนักบินอวกาศไปสถานีอวกาศนานาชาติสำเร็จ

    SpaceX สร้างประวัติศาสตร์ส่งยานพร้อมนักบินอวกาศไปสถานีอวกาศนานาชาติสำเร็จ

    SpaceX ส่งยานอวกาศออกจากโลกเพื่อนำนักบินอวกาศของนาซาสองคนไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) และพวกเขาทำได้สำเร็จสามารถนำยานไปจอดที่สถานีอวกาศและส่งนักบินอวกาศเข้าปฏิบัติงานที่สถานีอวกาศนานาชาติเป็นที่เรียบร้อยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปฏิบัติการครั้งนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการอวกาศถึงสองอย่างคือเป็นการส่งนักบินอวกาศของอเมริกาออกนอกโลกครั้งแรกนับตั้งแต่เลิกใช้งานกระสวยอวกาศเมื่อปี 2011 และเป็นครั้งแรกที่มีการส่งนักบินอวกาศออกสู่วงโคจรโดยยานอวกาศของเอกชน ในภารกิจที่เรียกว่า Demo-2 ยาน Crew Dragon ของ SpaceX ที่บรรทุกนักบินอวกาศของนาซา Bob Behnken กับ Doug Hurley ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศโดยจรวด Falcon 9 จากฐานปล่อยที่ Kennedy Space Center รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2020 เวลา 15.22 น. ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีไม่เกิดปัญหาใดๆ หลังออกจากฐานปล่อยได้ 9 นาทีจรวด Falcon 9 ก็กลับมาลงจอดบนเรือ Of Course I Still Love You อย่างปลอดภัยเพื่อนำกลับไปใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง https://www.youtube.com/watch?v=I2jFD-maSkM   หลังจากแยกกับจรวด Falcon 9 ยาน […]

  • วงโคจรของดวงดาวรอบหลุมดำได้พิสูจน์ว่าทฤษฎีของไอน์ไสตน์ถูกต้องอีกครั้ง

    วงโคจรของดวงดาวรอบหลุมดำได้พิสูจน์ว่าทฤษฎีของไอน์ไสตน์ถูกต้องอีกครั้ง

    หลังจากพยายามติดตามสังเกตการโคจรของดาวดวงหนึ่งรอบหลุมดำใหญ่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกมานานเกือบ 30 ปี นักวิทยาศาสตร์พบว่าเส้นทางโคจรของมันเป็นรูปลายดอกกุหลาบซึ่งสอดคล้องกับการทำนายโดยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทฤษฎีอันโด่งดังนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง ไอน์สไตน์ได้ตีพิมพ์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเมื่อปี 1915 ในช่วงแรกยังไม่มีใครเชื่อเพราะไม่มีการทดลองใดๆมาสนับสนุนคำทำนายของทฤษฎี จนกระทั่งปี 1919 นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ Arthur Eddington ได้พิสูจน์ด้วยการวัดแสงดาวที่ถูกดวงอาทิตย์บดบังขณะเกิดสุริยุปราคาแล้วพบว่าแสงดาวเดินทางเป็นเส้นโค้งที่สอดคล้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป เหตุการณ์ที่ตามมาคือหนังสือพิมพ์ The Times พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งว่าทฤษฎีของนิวตันที่โลกได้ใช้มานานกว่าสองศตวรรษได้ถูกปรับปรุงเป็นครั้งแรกโดยไอน์สไตน์จนฮือฮาไปทั่วโลก ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปยังได้แก้ปัญหาที่คาใจนักฟิสิกส์มานานนับศตวรรษเกี่ยวกับการโคจรของดาวพุธซึ่งมีลักษณะพิเศษเป็นวงรีที่มีการส่ายไปมาเป็นรูปลายดอกกุหลาบ (ดังรูปด้านล่าง) ไม่เป็นวงรีวงเดียวตามการคำนวณโดยใช้กฎความโน้มถ่วงสากลของนิวตัน แต่เมื่อใช้การคำนวณวงโคจรของดาวพุธด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปจะให้ผลตรงกับที่สังเกตได้จริง ทฤษฏีสัมพัทธภาพทั่วไปยังคาดการณ์การเลื่อนไปทางแดง (Gravitational redshift) ของแสงภายใต้สนามแรงโน้มถ่วงเข้มข้นซึ่งได้รับการยืนยันด้วยการวัดการเลื่อนไปทางแดงในแสงของดาวแคระขาวเมื่อปี 1954 รวมทั้งมีการพิสูจน์ความถูกต้องของทฤษฎีนี้อีกหลายครั้งในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์ VLT (Very Large Telescope) ที่ประเทศชิลีติดตามเส้นทางโคจรของดาว S2 รอบหลุมดำ Sagittarius A* ซึ่งเป็นหลุมดำมวลยิ่งยวด (Supermassive Blackhole) ที่อยู่ตรงใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือก มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 4 ล้านเท่า อยู่ห่างจากโลก 26,000 ปีแสง ดาว S2 น่าสนใจตรงที่มันเป็นหนึ่งในดาวที่โคจรเข้าใกล้หลุมดำ Sagittarius A* มากที่สุดที่ระยะ […]