Category: สำรวจโลกเก่า

  • ไขปริศนาชาวมายันจำต้องทิ้งร้างเมืองหลวงเพราะน้ำในอ่างเก็บใหญ่เป็นพิษ

    ไขปริศนาชาวมายันจำต้องทิ้งร้างเมืองหลวงเพราะน้ำในอ่างเก็บใหญ่เป็นพิษ

    เมื่อหนึ่งพันปีก่อนชาวมายันโบราณได้ละทิ้งเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองมานานนับพันปี ปล่อยให้เป็นเมืองร้างจนในที่สุดก็หายสาบสูญไป เมืองดังกล่าวถูกค้นพบอีกครั้งในศตวรรษที่ 19 และกลายเป็นเมืองมรดกโลกในปัจจุบัน นักโบราณคดีได้ไขปริศนาที่ทำให้ชาวมายันจำต้องทิ้งร้างเมืองหลวงพบว่าสาเหตุเป็นเพราะน้ำในอ่างเก็บใหญ่ใกล้เมืองหลวงเป็นพิษและยังเป็นพิษที่เกิดจากน้ำมือของพวกเขาเอง เมือง Tikal เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งชนเผ่ามายาโบราณ มีความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วงศตวรรษที่ 2 ถึงศตวรรษที่ 9 เป็นศูนย์กลางทางการเมืองการทหารและเศรษฐกิจ มีประชากรมากถึงเกือบ 100,000 คน พวกเขาได้สร้างวิหารรูปทรงพีระมิด Tikal Temple I ที่งดงามยิ่งใหญ่และยืนยงถึงปัจจุบัน แต่แล้วประชากรค่อยๆลดลงและกลายเป็นเมืองร้างในปลายศตวรรษที่ 10 ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซินซินแนติ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบวิเคราะห์ตะกอนจากอ่างเก็บน้ำในเมืองโบราณแห่งนี้ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศกัวเตมาลา และพบหลักฐานของสารปนเปื้อนที่เป็นพิษซึ่งทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำไม่สามารถใช้ดื่มได้ ผลจากการศึกษาของทีมวิจัยพบว่าเกิดความแห้งแล้งครั้งใหญ่ในช่วงศตวรรษที่ 9 และความแห้งแล้งครั้งใหญ่นั้นได้ทำให้อ่างเก็บน้ำใหญ่ใกล้เมืองถูกตัดขาดออกจากแม่น้ำและทะเลสาบ น้ำที่มีสารปนเปื้อนถูกกักเก็บไว้โดยไม่มีการถ่ายเทออกไปจนถึงจุดที่มีสารพิษเข้มข้นถึงขั้นไม่สามารถใช้ดื่มได้ และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ชาวมายันจำต้องละทิ้งเมือง Tikal ทีมวิจัยเก็บตัวอย่างตะกอนที่อ่างเก็บน้ำภายในเมืองรวม 10 แห่งและนำไปวิเคราะห์ DNA ที่ตรวจพบในชั้นดิน พวกเขาพบว่าตะกอนจากอ่างเก็บน้ำที่อยู่ใกล้กับวิหาร Tikal Temple I ที่สุดมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินหรือไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) ซึ่งสามารถผลิตสารมีพิษอันส่งผลให้ไม่สามารถดื่มน้ำในอ่างเก็บน้ำได้แม้กระทั่งนำไปต้มก่อนก็ตาม “เราพบสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน 2 ชนิดที่สามารถผลิตสารพิษ สิ่งที่แย่มากคือพวกมันสามารถทนต่อการต้มเดือดได้ มันจึงทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำไม่เหมาะต่อการดื่ม” David Lentz นักชีววิทยาหัวหน้าทีมวิจัยกล่าว “น้ำจะดูสกปรก รสชาติก็น่ารังเกียจ” […]

  • หลักฐานจากโบสถ์เก่าแก่ชี้ว่ามนุษย์ยุคหินมีความรู้ด้านเรขาคณิตดีกว่าที่คิด

    หลักฐานจากโบสถ์เก่าแก่ชี้ว่ามนุษย์ยุคหินมีความรู้ด้านเรขาคณิตดีกว่าที่คิด

    นักโบราณคดีค้นพบว่าที่โบราณสถาน Göbekli Tepe ในประเทศตุรกีซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกสร้างมานานกว่า 11,000 ปีโดยมนุษย์ยุคหิน มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามนุษย์ยุคนั้นมีความรู้ด้านเรขาคณิตดีมากอย่างน่าประหลาดใจ Göbekli Tepe เป็นโบราณสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งของตุรกี จุดเด่นของสิ่งก่อสร้างที่นี่คือเสาหินสลักขนาดใหญ่รูปตัว T วางเรียงกันเป็นวงคล้ายกับกองหินประหลาดที่สโตนเฮนจ์ในประเทศอังกฤษ แต่ว่า Göbekli Tepe มีอายุมากกว่าสโตนเฮนจ์ที่ถือว่าเป็นอนุสรณ์สถานที่เก่าแก่มากๆถึง 6,000 ปี Göbekli Tepe ถูกค้นพบในปี 1963 แต่การขุดค้นโบราณสถานอายุกว่า 11,000 ปีนี้ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 1994 โดย Klaus Schmidt นักโบราณคดีชาวเยอรมัน หลังการขุดอย่างยาวนานราว 20 ปีก็พบว่ามีเสาหินสลักหนักต้นละ 7 – 10 ตันอยู่มากกว่า 200 ต้น และมีบริเวณที่ตั้งเสาหินเรียงเป็นวงราว 20 วง ตามแนวเสาหินวางหินเรียงเป็นกำแพงสร้างเป็นเหมือนห้องที่เรียกว่า Enclosure ซึ่งมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันไป Schmidt บอกว่าที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งแรกที่มนุษย์สร้างขึ้น Gil Haklay และ Avi Gopher นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลได้มาศึกษาโบราณสถานแห่งนี้แล้วพบว่ามันถูกสร้างขึ้นมาด้วยระบบที่ซับซ้อนกว่าที่คิดและต้องยิ่งประหลาดใจเมื่อพบว่าแบบแปลนของห้องถูกกำหนดขึ้นด้วยความรู้ทางเรขาคณิตอย่างดี […]

  • พบไดโนเสาร์ขนาดเล็กที่สุดในอำพันอายุ 99 ล้านปี เล็กยิ่งกว่านกฮัมมิ่งเบิร์ด

    พบไดโนเสาร์ขนาดเล็กที่สุดในอำพันอายุ 99 ล้านปี เล็กยิ่งกว่านกฮัมมิ่งเบิร์ด

    ครั้งแรกที่ Jingmai O’Connor นักบรรพชีวินวิทยาที่สถาบัน Chinese Academy of Sciences ประเทศจีนได้เห็นสิ่งที่อยู่ในอำพันก้อนเล็กเก่าแก่ที่เพื่อนคนหนึ่งส่งมาให้ เธอรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก และหลังจากที่ได้ตรวจสอบเธอก็ยิ่งประหลาดใจ เพราะเจ้าสิ่งที่ถูกเก็บอยู่ในอำพันนาน 99 ล้านปีไม่เพียงเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยพบมา มันยังมีลักษณะพิเศษหลายอย่างที่แปลกประหลาดมาก กระโหลกศีรษะที่มีจะงอยปากแบบนกถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในอำพันที่ถูกพบในเหมืองแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศพม่า วัดความยาวจากปลายปากถึงหลังศีรษะได้แค่ 14.25 มิลลิเมตร เฉพาะส่วนกระดูกหุ้มสมองวัดได้เพียง 7.1 มิลลิเมตรเท่านั้น ด้วยสรีระที่เล็กจิ๋วขนาดนี้ทำให้มันเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยพบมา ขนาดของมันเล็กยิ่งกว่านกฮัมมิ่งเบิร์ดผึ้ง (Bee Hummingbird) ซึ่งเป็นนกที่มีขนาดเล็กที่สุดของโลกในปัจจุบันซึ่งมีขนาดส่วนกระดูกหุ้มสมองราว 8.8 มิลลิเมตร แม้ว่ารูปร่างลักษณะของไดโนเสาร์ตัวจิ๋วนี้จะคล้ายกับนกแต่ปรากฏว่าที่ขากรรไกรด้านบนของจะงอยปากกลับเรียงรายไปด้วยฟันแหลมคมซี่เล็กๆจำนวนมากถึง 23 ซี่ ซึ่งบ่งชี้ว่ามันเป็นนักล่าที่อาจจะกินพวกแมลงขนาดเล็ก ลักษณะที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของมันคือมีเบ้าตาโตมากเมื่อเทียบกับศีรษะเล็กจิ๋วของมันซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในภาพ CT scan ด้านล่าง ทีมวิจัยได้เรียกไดโนเสาร์พันธุ์จิ๋วที่เพิ่งค้นพบนี้ในภาษาลาตินว่า Oculudentavis khaungraae ซึ่งหมายถึงดวงตา ฟัน และนก การที่ไดโนเสาร์ Oculudentavis ซึ่งมีลักษณะรูปร่างเป็นนกแต่กลับมีฟันแบบนักล่านี้ได้สร้างความสับสนในเรื่องประวัติศาสตร์การวิวัฒนาการของไดโนเสาร์และนกพอสมควร นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่านกนั้นเป็นพวกเทโรพอด (Theropods) ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กลุ่มที่มีไทรันโนซอรัสและสปิโรรัส แต่นกก็มีสาขาวิวัฒนาการของตัวเองจากบรรพบุรุษร่วมกันอีกด้วย นักบรรพชีวินวิทยาได้สันนิษฐานกันมานานแล้วว่าเมื่อนกวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์การมีฟันจึงเป็นลักษณะที่จะหายไปโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่พบใน Oculudentavis ได้แสดงให้เห็นว่าวิวัฒนาการสามารถเกิดขึ้นในทุกทิศทาง วิวัฒนาการจากไดโนเสาร์มาเป็นนกขนาดเล็กเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต […]

  • นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาในภาพเขียนโคตรแพงของ “เลโอนาร์โด ดาวินชี” ได้แล้ว

    นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาในภาพเขียนโคตรแพงของ “เลโอนาร์โด ดาวินชี” ได้แล้ว

    นักวิทยาศาสตร์ได้ไขปริศนาข้อสงสัยที่ถกเถียงกันมานานว่าทำไมลูกแก้วทรงกลมในภาพเขียน Salvator Mundi ของเลโอนาร์โด ดาวินชีถึงไม่แสดงการสะท้อนและการหักเหของแสงอย่างที่ควรจะเป็น คำตอบยืนยันว่าภาพของดาวินชีนั้นถูกต้องแล้ว เพีียงแต่ลูกแก้วไม่ได้เป็นลูกแก้วตันอย่างที่เข้าใจกัน ภาพ Salvator Mundi ถูกซื้อจากการประมูลเมื่อปี 2017 ในราคา 450.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งกลายเป็นภาพเขียนที่มีราคาแพงที่สุดในโลกในทันที ยังไม่แน่ชัดว่าเจ้าของคนใหม่ที่แท้จริงเป็นใคร แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นของ Mohammed bin Salman มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย หลังจากการประมูลภาพนี้ก็หายไปจากสายตาของสาธารณชน โดยมีรายงานว่ามันน่าจะอยู่บนเรือยอร์ชสุดหรูของเจ้าชาย bin Salman ลูกแก้วคริสตัลใสในมือซ้ายของพระเยซูในภาพเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก เพราะมันเป็นสัญลักษณ์แทนโลกเพื่อต้องการสื่อความหมายว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลกหรือ Savior of the World ซึ่งในภาษาลาตินก็คือคำว่า Salvator Mundi ที่เป็นชื่อภาพนั่นเอง สิ่งที่ผู้คนกังขากันอย่างมากคือรายละเอียดของเสื้อคลุมที่อยู่ด้านหลังของลูกแก้ว เพราะตามปกติแล้วภาพที่คนเรามองผ่านลูกแก้วจะผิดเพี้ยนไม่เหมือนกับที่เรามองโดยตรง เนื่องจากลูกแก้วจะสะท้อนและหักเหแสงคล้ายกับเลนส์นูน สังเกตรอยพับของเสื้อคลุมหากมองผ่านลูกแก้วตามปกติจะเห็นการกลับด้านและขนาดที่ผิดเพี้ยนไปตามรูปข้างล่างด้านซ้ายมือ ความแปลกประหลาดผิดสังเกตนี้ทำให้นักประวัติศาสตร์ศิลปะบางคนเชื่อว่าภาพ Salvator Mundi อาจไม่ใช่ผลงานของดาวินชี เพราะดาวินชีไม่เพียงเป็นศิลปินชั้นยอดแต่ยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้า รวมทั้งได้เคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องแสง จึงเป็นไปไม่ได้ที่ดาวินชีจะไม่รู้เรื่องการสะท้อนและหักเหของแสงเมื่อผ่านลูกแก้วทรงกลม แต่นักวิชาการบางคนก็แย้งว่าไม่น่าเป็นเรื่องแปลกที่ดาวินชีจะเขียนภาพออกมาแบบนี้ เพราะดาวินชีขึ้นชื่อว่าชอบเขียนภาพแบบกำกวมให้ผู้ชมได้ตีความกันเองอยู่แล้ว ทีมนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเออร์ไวน์ (University of California, Irvine) ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟฟิก […]

  • นักโบราณคดีขุดพบ “หลุมฝังศพหุ้มทอง” ยุคกรีกโบราณเมื่อ 3,500 ปีก่อน

    นักโบราณคดีขุดพบ “หลุมฝังศพหุ้มทอง” ยุคกรีกโบราณเมื่อ 3,500 ปีก่อน

    นักโบราณคดีขุดพบหลุมฝังศพของคนสมัยกรีกโบราณเมื่อ 3,500 ปีก่อน 2 หลุมใกล้กันซึ่งคาดว่าต้องเป็นของบุคคลสำคัญมากเพราะหลุมศพของพวกเขามีการ “หุ้มทอง” และเต็มไปด้วยข้าวของมีค่ามากมาย หลุมฝังศพทั้งสองถูกพบที่เมือง Pylos ประเทศกรีซ ใกล้กับสุสานสำคัญ the Griffin Warrior ซึ่งค้นพบเมื่อปี 2015 หลุมฝังศพดังกล่าวเต็มไปด้วยสิ่งของมีค่ามากกว่า 3,000 ชิ้น รวมทั้งอัญมณี ลูกปัด อาวุธ และงานแกะสลัก นักโบราณคดีคาดว่าน่าจะเป็นหลุมฝังศพของสมาชิกราชวงศ์กรีกยุคโบราณ หลุมฝังศพรูปรังผึ้งที่เรียกว่า tholi ถูกซ่อนอยู่ใต้ก้อนหินขนาดผลแตงโมจำนวนกว่า 40,000 ก้อนที่คาดว่ามีไว้เพื่อป้องกันการปล้นสุสาน ระหว่างการขุดนักโบราณคดีพบแผ่นทองกองหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากผนังหลุมฝังศพ อันแสดงถึงความมั่งคั่งของเจ้าของถึงขนาดปิดทองหลุมฝังศพ พวกเขาเชื่อว่านี่จะเป็นการค้นพบครั้งสำคัญ หลุมฝังศพที่ค้นพบใหม่นี้เรียกว่า Tholos VI และTholos VII มีขนาด 12 เมตรและ 8.5 เมตรตามลำดับ ดังที่เห็นในรูปด้านล่างคือหลุมฝังศพที่อยู่ตรงกลางและด้านขวา ส่วนทางซ้ายคือหลุมฝังศพ Tholus IV ซึ่งค้นพบเมื่อปี 1939 ของมีค่าที่พบมีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 1,600 – 1,100 ปีก่อนคริสต์ศักราชตรงกับช่วงอารยธรรมไมซีนี (Mycenae) มีพวกสินค้านำเข้าหลายอย่าง […]

  • งานวิจัยระบุ “Merit Ptah” แพทย์หญิงคนแรกของโลกอาจไม่เคยมีอยู่จริง

    งานวิจัยระบุ “Merit Ptah” แพทย์หญิงคนแรกของโลกอาจไม่เคยมีอยู่จริง

    Merit Ptah เป็นแพทย์ชาวอียิปต์โบราณซึ่งมักได้รับการยกย่องในฐานะแพทย์หญิงคนแรกของโลกซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อเกือบ 5,000 ปีก่อน แต่งานวิจัยใหม่ระบุว่าเธออาจไม่เคยมีอยู่จริง ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา Merit Ptah มักจะถูกพูดถึงอยู่บ่อยๆในหลายวงการ โดยเฉพาะในสาย STEM (Science Technology Engineering and Mathematics) เธอแทบจะเป็นฮีโรคนหนึ่งเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่มีการพิสูจน์ใดๆเลยว่าเธอเคยมีอยู่จริง Jakub Kwiecinski อาจารย์คณะแพทยศาสตร์และนักประวัติศาสตร์การแพทย์ที่มหาวิทยาลัยโคโลราโดได้ค้นคว้าเพื่อหาข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้และพบว่ามีรายละเอียดหลายอย่างถูกผสมปนเปกันเมื่อ 80 ปีก่อนตั้งแต่มีชื่อของเธอปรากฏขึ้น ชื่อ Merit Ptah ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในหนังสือประวัติผู้หญิงในวงการแพทย์ A History of Women in Medicine ที่เขียนโดยแพทย์หญิงชาวแคนาดา Kate Campbell Hurd-Mead โดยระบุว่าแพทย์หญิงคนแรกของอาณาจักรเก่าของอียิปต์โบราณคือ Merit Ptah เธอมีชีวิตอยู่ในสมัยพระราชินี Neferirika-ra แห่งราชวงศ์ที่ 5 เมื่อราว 2,730 ปีก่อนคริสต์ศักราช และลูกชายของเธอเป็นหัวหน้านักบวช ศพลูกชายของ Merit Ptah ถูกฝังอยู่ในหุบเขากษัตริย์ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ซึ่งเป็นที่ฝังศพของฟาโรห์และขุนนางอียิปต์คนสำคัญจำนวนมาก ภายในหลุมฝังศพของเขามีรูปของผู้หญิงและแผ่นจารึกบรรยายว่าแม่ของหัวหน้านักบวชคือ Merit […]

  • ขุดพบกระดูกของนักรบโบราณฝ่ายกบฏที่ถูกบรรยายในศิลาจารึก Rosetta Stone

    ขุดพบกระดูกของนักรบโบราณฝ่ายกบฏที่ถูกบรรยายในศิลาจารึก Rosetta Stone

    นักโบราณคดีขุดพบกระดูกเก่าแก่ที่เชื่อว่าเป็นของนักรบชาวอียิปต์สมัยโบราณที่ถูกฆ่าตายเมื่อราว 2,200 ปีก่อนในเหตุการณ์ปราบปรามฝ่ายกบฏซึ่งได้มีการบรรยายไว้ในศิลาจารึก Rosetta Stone อันโด่งดัง ศิลาจารึก Rosetta Stone ถูกพบเมื่อปี 1799 ที่เมือง Rosetta (ปัจจุบันคือเมือง Rashid) ทางตอนเหนือของประเทศอียิปต์ โดยนายทหารของกองทัพฝรั่งเศสยุคจักรพรรดินโปเลียน ต่อมาถูกกองทัพอังกฤษยึดเอาไปไว้ที่กรุงลอนดอนหลังจากรบชนะกองทัพฝรั่งเศสที่อียิปต์ Rosetta Stone เป็นหนึ่งในวัตถุโบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์บริติชตั้งแต่ปี 1802 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และแน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ความพิเศษของ Rosetta Stone คือมันถูกจารึกข้อความเรื่องเดียวกันเป็น 3 ภาษาได้แก่ภาษาอียิปต์โบราณสองแบบคือไฮเออโรกลีฟกับดีมอติก ภาษาที่สามคือภาษากรีกโบราณ ไฮเออโรกลีฟเป็นอักษรภาพที่ถูกใช้เขียนในกระดาษปาปิรุส บนฝาผนัง และบนวัตถุโบราณของชาวอียิปต์ ภาษานี้ถูกเลิกใช้ไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ผ่านกาลเวลานับพันปีจนไม่มีใครเข้าใจหรือแปลความหมายในอักษรภาพไฮเออโรกลีฟได้ซึ่งนั่นทำให้เรื่องราวของอียิปต์โบราณที่ส่วนใหญ่ถูกบันทึกด้วยภาษานี้กลายเป็นปริศนามาอย่างยาวนาน แต่เนื่องจาก Rosetta Stone ได้จารึกเป็นภาษากรีกโบราณไว้ด้วยซึ่งแม้ว่ามันจะเป็นภาษาที่ตายไปแล้วเช่นกันแต่ว่ายังคงมีการศึกษาภาษากรีกโบราณอยู่ในสถาบันการศึกษาชั้นนำของยุโรปมาโดยตลอด เมื่อมีผู้สังเกตพบว่าข้อความทั้งสามภาษาเป็นเรื่องเดียวกันจึงมีการศึกษาภาษาไฮเออโรกลีฟที่จารึกไว้ใน Rosetta Stone โดยเทียบเคียงกับภาษากรีกโบราณจนในที่สุดสามารถเข้าใจภาษาไฮเออโรกลีฟ นำไปสู่การไขปริศนาเรื่องราวของอียิปต์โบราณได้ Rosetta Stone จึงมีความสำคัญต่อการศึกษาเรื่องอียิปต์โบราณอย่างมาก ข้อความในจารึกบน Rosetta Stone ได้บรรยายเหตุการณ์ที่กองทัพของกษัตริย์ Ptolemy […]

  • อากาศแล้งจัดจน “สโตนเฮนจ์แห่งสเปน” ที่จมน้ำหายไปโผล่ให้เห็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

    อากาศแล้งจัดจน “สโตนเฮนจ์แห่งสเปน” ที่จมน้ำหายไปโผล่ให้เห็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

    หลังจากจมหายไปในอ่างเก็บน้ำใหญ่นานเกือบ 50 ปี อนุสาวรีย์หินโบราณเก่าแก่ที่เรียกกันว่า “สโตนเฮนจ์แห่งสเปน” ได้โผล่ให้เห็นแบบเต็มตัวอีกครั้ง อันเป็นผลมาจากสภาพอากาศของยุโรปที่ร้อนจัดและแห้งแล้งที่สุดอีกครั้งหนึ่งในรอบศตวรรษ กลุ่มแท่งหินที่วางเรียงเป็นวงแบบเดียวกับสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ในประเทศอังกฤษนี้เรียกว่า Dolmen of Guadalperal ตั้งอยู่ที่เมือง Peraleda de la Mata ประเทศสเปน มันจึงมักถูกเรียกว่า Spanish Stonehenge ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1926 ประกอบด้วยแท่งหินขนาดใหญ่ราว 150 ก้อนบางก้อนสูง 1.8 เมตร วางเรียงเป็นวงรูปไข่ นักโบราณคดีคาดการณ์ว่ามันถูกสร้างในราว 7,000 ปีก่อน พวกเขาเชื่อว่าอาจเป็นวิหารบูชาดวงอาทิตย์หรือไม่ก็เป็นที่ฝังศพ ปี 1963 มีการสร้างเขื่อน Valdecañas บนแม่น้ำTagus เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และน้ำในอ่างเก็บน้ำได้ท่วมอนุสรณ์โบราณแห่งนี้จนมิดหายไปจากสายตา จากนั้นมาก็ไม่มีใครมีโอกาสได้เห็นมันอย่างเต็มตาอีกเลย จนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาทางองค์การนาซาได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมเปิดเผยให้เห็นอนุสรณ์สถานโบราณแห่งนี้อีกครั้ง ปี 2019 ฤดูร้อนในทวีปยุโรปมีสภาพอากาศร้อนจัดมากจนทำลายสถิติเดิม เป็นปีที่ร้อนจัดมากที่สุดปีหนึ่งในรอบศตวรรษ ผลของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างรุนแรงนี้ก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่เคยพบเจอหลายอย่าง เช่น ต้นปรงโบราณในอังกฤษออกดอกทั้งเพศผู้และเพศเมียเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ล้านปี ส่วนในสเปนระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ Valdecañas ก็ลดลงไปมากจนทำให้มองเห็น […]

  • ขุดพบโบสถ์ดั้งเดิมของอัครสาวกปีเตอร์และแอนดรูว์ที่ประเทศอิสราเอลแล้ว?

    ขุดพบโบสถ์ดั้งเดิมของอัครสาวกปีเตอร์และแอนดรูว์ที่ประเทศอิสราเอลแล้ว?

    นักโบราณคดีขุดพบโบสถ์เก่าแก่อายุ 1,400 ปีที่ชายฝั่งทะเลทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล จากหลักฐานหลายอย่างทำให้พวกเขาเชื่อว่าโบสถ์แห่งนี้คือโบสถ์ดั้งเดิมของอัครสาวก (Church of the Apostles) ที่ถูกกล่าวถึงในตำนาน และมันถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ที่เป็นบ้านของอัครสาวกรุ่นแรกของพระเยซู 2 คนได้แก่อัครสาวกปีเตอร์และอัครสาวกแอนดรูว์ ทีมนักโบราณคดีจากวิทยาลัย Kinneret College ในอิสราเอลและวิทยาลัย Nyack College จากสหรัฐอเมริกาได้ทำการขุดที่แหล่งโบราณคดีที่อยู่ใกล้กับชายฝั่งทะเลแกลิลี (Sea of Galilee) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดตามแนวแม่น้ำจอร์แดนแห่งนี้มานานกว่า 4 ปีแล้ว โบสถ์ที่ถูกขุดพบมีพื้นกระเบื้องโมเสคที่สวยงามหรูหรา บางส่วนยังอยู่ในสภาพที่ดี นักโบราณคดียังพบชิ้นส่วนหินอ่อนของแท่นบูชาที่ตกแต่งด้วยกระจกสีเคลือบทองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผนังโมเสก นอกจากนี้ยังขุดพบเศษซากของบ้านจากยุคโรมันในบริเวณที่ห่างออกไปราว 100 เมตร บ้านดังกล่าวมีอายุย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 1 – 3 ในบ้านมีเครื่องปั้นดินเผา, เหรียญ, เครื่องมือทำประมง และเตาทำอาหาร Steven Notley หนึ่งในทีมงานจากวิทยาลัย Nyack College บอกว่าพวกเขาเชื่อว่าโบสถ์ยุคไบแซนไทน์ที่ขุดพบในแหล่งโบราณคดี El Araj หลังนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านประมงของชาวยิวโบราณที่เรียกว่า Bethsaida ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเมือง Julias ในยุคโรมัน และเป็นที่เดียวกับที่ Willibald บิชอปแห่ง […]

  • Crannog เกาะเล็กๆในทะเลสาบสกอตแลนด์ถูกสร้างมาก่อน ‘สโตนเฮนจ์’ หลายร้อยปี

    Crannog เกาะเล็กๆในทะเลสาบสกอตแลนด์ถูกสร้างมาก่อน ‘สโตนเฮนจ์’ หลายร้อยปี

    นักวิชาการเคยเชื่อว่าเกาะเล็กๆที่พบอยู่ในทะเลสาบของประเทศสกอตแลนด์ที่เรียกว่า Crannog ถูกคนในสมัยโบราณสร้างขึ้นในยุคเหล็ก (Iron Age) เมื่อราว 3,000 ปีก่อน แต่จากหลักฐานที่ค้นพบล่าสุดบ่งชี้ว่ามันน่าจะถูกสร้างก่อนหน้านั้นเป็นพันปี และอาจถูกสร้างมาก่อน ‘สโตนเฮนจ์’ อีกหลายร้อยปีด้วย Crannog เป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่มีมานานนมพบเห็นได้ตามทะเลสาบหรือแม่น้ำในประเทศสกอตแลนด์, เวลส์ และไอร์แลนด์จำนวนหลายร้อยถึงพันแห่งในแต่ละประเทศ โครงสร้างของ Crannog มีหลายรูปแบบส่วนใหญ่ใช้ท่อนซุงปักลงในดินเป็นเสาเข็มเรียงล้อมเป็นรูปวงกลม เสาเข็มไม้ซุงถูกยึดโยงเข้าด้วยกันอย่างดีด้วยข้อต่อแบบร่องและเดือยในตัว (Mortise and Tenon) ภายในจัดเรียงด้วยหิน ถมทับด้วยดิน ท่อนไม้ และสิ่งของมากมาย ด้านบนปลูกสร้างเป็นที่อยู่อาศัย มีร่องรอยการขยายขนาดของ Crannog ซึ่งน่าจะเพื่อรองรับครอบครัวและชุมชนที่เติบโตขึ้น Crannog ที่เป็นเหมือนเกาะเล็กๆมีน้ำล้อมรอบเหล่านี้กลายเป็นสถานที่เก็บรักษาสิ่งของเครื่องใช้ของมนุษย์สมัยโบราณเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม มีการขุดพบกระดูกวัว กวางและหมู เครื่องใช้ที่ทำจากไม้ แม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมซึ่งยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์แม้จะผ่านเวลาไปแล้วหลายพันปีก็ตาม จากการขุดค้นที่เริ่มมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 และด้วยการหาอายุสิ่งของโดยคาร์บอนกัมมันตรังสีทำให้นักโบราณคดีเชื่อว่า Crannog ซึ่งบางแห่งยังคงถูกใช้งานจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1760 นั้นน่าจะมีการก่อสร้างครั้งหลังสุดในราว 800 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ในปี 2012 Chris Murray ผู้พักอาศัยที่เกาะเล็กๆแห่งหนึ่งในสกอตแลนด์ที่เรียกว่า Isle of Lewis […]